โรคมะเร็งจอตา โรคมะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก

แม้ว่าต้อหินแต่กำเนิดหรือจอตาเสื่อมในเด็กคลอดก่อนกำหนดจะเป็นโรคตาที่ร้ายแรงในเด็ก เพราะล้วนแล้วแต่ทำไห้ตาบอด แต่เด็กก็ยังมีชีวิตปกติต่อไปได้ ต่างจากโรคมะเร็งจอตา (retinoblastoma) ที่จะกล่าวถึง เพราะไม่เพียงทำให้ตาบอด แต่ยังคร่าชีวิตของหนูน้อยด้วย

พาเด็กไปหาหมอ รักษาตา

มะเร็งจอตาเป็นมะเร็งที่เริ่มเกิดจากจอตา (retina) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการมองเห็น เมื่อจอตากลายเป็นมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะขยายไปทำลายส่วนต่างๆ ของตาบริเวณใกล้เคียง จนกระทั่งมีเซลล์มะเร็งเต็มลูกตาและกระจายไปทั่วร่างกายเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิต

ลิงก์ผู้สนับสนุน

มะเร็งจอตาเป็นมะเร็งที่พบในเด็กได้บ่อยเป็นอันดับสาม รองจากมะเร็งเม็ดโลหิตขาวและเนื้องอกในสมอง คือพบได้ 1 รายใน 15,000-30,000 คน (ของเด็กแรกเกิดที่รอดชีวิต) มักพบในเด็กอายุ 1 เดือนถึง 6 ปี และเด็กยิ่งอายุน้อย ยิ่งมีโอกาสเป็นทั้ง 2 ตาสูงกว่า ส่วนในผู้ใหญ่จะพบได้น้อยมาก โดยมะเร็งจอตามีลักษณะที่แตกต่างจากมะเร็งชนิดอื่นๆ ดังนี้

  • อาจเป็นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะในบางครั้งจะตรวจพบทันทีในเด็กแรกเกิด
  • เป็นมะเร็งอันแรกที่พิสูจน์ว่าถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ แม้มะเร็งอื่นๆ จะพบว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ส่วนใหญ่พิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่าถ่ายทอดแบบใด ขณะที่มะเร็งจอตาจะมีการถ่ายทอดแบบปมเด่น (dominant gene) และชี้ลงไปได้ว่ามีความผิดปกติที่โครโมโซม 13
  • อาจพบพร้อมกันมากกว่าหนึ่งแห่ง โดยไม่ใช่การแพร่กระจายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น พบเนื้องอกขนาดใกล้เคียงกันในตา 2 ข้าง
  • มีโอกาสเกิดมะเร็งชนิดอื่น เมื่อรักษามะเร็งจอตาหายดีแล้ว หรือเป็นซ้อนขึ้นมาในขณะกำลังรักษา
  • หายได้เอง (spontaneous regression) อันนี้ถือว่าเป็นข้อดีกว่ามะเร็งชนิดอื่น หรือที่เรียกกันว่าปาฏิหาริย์ เพราะขณะที่มะเร็งอื่นมีอัตราการหาย 1:80,000 แต่อัตราการหายได้เองของมะเร็งจอตาจะ อยู่ที่ 1:100 โดยจะเห็นเป็นรอยฝ่อของมะเร็งจอตาในบิดาหรือมารดาผู้ป่วย ที่ไม่เคยมีรายงานพบเห็นอยู่ประปราย

เมื่อลูกมีอาการไม่ปกติ ควรรีบพาไปพบแพทย์

เหตุที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์

มีอยู่หลายสาเหตุด้วยกันไม่ว่าจะเป็น

เด็กมีอาการตาวาวคล้ายตาแมว (amaurotic cat eye) คือเห็นลักษณะตรงกลางตาดำวาวๆ คล้ายตาแมวในเวลากลางคืน โดยระยะแรกเห็นในเวลากลางคืนหรือเห็นในบางมุม พอนานเข้าจะเห็นทุกมุม แม้ในเวลากลางวัน เนื่องจากต้อเนื้องอกในจอตามีขนาดใหญ่ขึ้นและลํ้าหน้าเข้ามาในช่องน้ำวุ้น ใกล้กับแก้วตา

เด็กบางรายมีอาการตาแดง หนังตาบวม นํ้าตาไหล เบ้าตาอักเสบ หรือมีก้อนที่ผิดปกติคลำได้บริเวณเบ้าตา (orbital mass) โดยตาข้างที่คลำพบก้อนมักโปนกว่าอีกข้าง

ตาที่เป็นจะเข เนื่องจากจอตาถูกทำลาย ทำให้การมองเห็นลดลง คือตาบอดอย่างช้าๆ และเป็นเหตุให้ตาข้างที่ไม่เห็นเขออก เด็กที่มีตาเขจึงควรได้รับการตรวจหามะเร็งชนิดนี้ด้วย แม้ส่วนใหญ่ตาเขจะเป็นเองโดยไม่เกี่ยวกับมะเร็งจอตาก็ตาม

มีสายตาไม่ดีในข้างที่เป็น ทำให้มารดาสังเกตเห็นว่า ตาข้างหนึ่งของเด็กมองไม่ค่อยเห็น

มีเลือดออกภายในตา (hyphema) โดยไม่ได้รับอุบัติเหตุ เนื่องจากภาวะเลือดออกภายในดวงตามักจะเกิดจากอุบัติเหตุบริเวณดวงตา ดังนั้นหากเด็กคนใดมีเลือดออกภายในตาเองจะต้องได้รับการตรวจจอตาอย่างละเอียด

ตรวจพบในเด็กที่มีญาติหรือพี่เป็นโรคนี้ ทำให้พ่อแม่นำลูกคนต่อไปมาตรวจแม่ไม่มีอาการ อันเป็นสาเหตุให้ตรวจพบมะเร็งในระยะต้นๆ

ตรวจหา โรคมะเร็งในเด็ก

ระยะต่างๆ ของมะเร็งจอตา

อาจแบ่งได้ง่ายๆ คล้ายมะเร็งที่อื่น ได้แก่

ระยะที่ 1 อยู่ภายในดวงตา อาจแบ่งเป็นย่อยๆ ว่าอยู่เฉพาะในจอตา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของโรค หรือลามเข้ามาในน้ำวุ้นตา มายังส่วนหน้าภายในลูกตา แต่เนื้อร้ายยังจำกัดอยู่ภายในดวงตา

ระยะที่ 2 ออกจากลูกตามายังอวัยวะใกล้เคียง เช่น รอบๆ ดวงตา ได้แก่ เบ้าตา หรือเลยขั้วประสาทตาไปตามเส้นประสาทตาเตรียมตัวเข้าสู่สมอง

ระยะที่ 3 กระจายไปไกล โดยกระจายไปตามเส้นประสาทตาสู่สมอง หรือไปตามหลอดเลือดสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

การรักษา

การเลือกรักษาด้วยวิธีใดต้องขึ้นอยู่กับระยะของโรค ขนาดของเนื้องอก และตาที่เป็นว่ายังมีสายตาอยู่หรือไม่ เป็นตาเดียวหรือ 2 ตา โดยผู้ป่วยบางร่ายอาจจะต้องใช้หลายวิธีร่วมกันในการรักษา ดังนี้

การควักตาออก (enucleation) เป็นวิธีการรักษาที่ใช้กันมานาน เฉกเช่น มะเร็งที่อี่นในร่างกายที่ต้องทำการผ่าตัดเอาออก เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้ เริ่มก่อเกิดจากจอตาซึ่งอยู่ภายในลูกตา จึงเป็นการยากที่จะเอาเฉพาะจอตาออก เพราะอวัยวะภายในลูกตาติดต่อกันอย่างใกล้ชิด การควักตาออก นอกจากเป็นการขจัดตัวมะเร็งออกจากร่างกาย เรายังสามารถนำเนื้อเยื่อมาตรวจให้รู้แน่ชัดว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และเนื้อแท้ของมะเร็งเป็นแบบร้ายแรงแค่ไหน กระจายไปตามประสาทตาและหลอดเลือดหรือยัง หากแพร่กระจายไปแล้วจะได้วางแผนในการขจัดเซลล์มะเร็งด้วยวิธีอื่นต่อไป การควักตาออกมักจะทำในรายที่คาดว่าตาข้างนั้นไม่เห็นแล้ว โดยดูจากขนาดของมะเร็งที่เป็นทั่วจอตาทั้งหมด หรือลามเข้ามาในน้ำวุ้นตา แต่หากคาดว่าน่าจะยังมีสายตาเหลืออยู่ อาจต้องพิจารณาการรักษาวิธีอื่น เนื่องจากเป็นวิธีการที่พ่อแม่ของผู้ป่วยยากจะยอมรับได้

การยิงแสง (photocoagulation) โดยยิงแสงเลเซอร์ไปรอบๆ ก้อนเนื้องอก เพื่อขจัดเลือดไม่ให้ไปเลี้ยงตัวมะเร็ง ทำให้มะเร็งฝ่อไปเอง เหมาะสำหรับรักษาในกรณีที่ก้อนมีขนาดเล็ก และสามารถใช้แสงเลเซอร์เข้าถึงได้

การจี้เย็น (cryotherapy) เป็นการใช้ความเย็นจี้ไปยังก้อนมะเร็งให้ฝ่อไป ใช้ในรายที่เนื้องอกอยู่บริเวณขอบๆ ที่แสงเลเซอร์เข้าไม่ถึง

รังสีรักษา เช่นเดียวกับมะเร็งที่อื่น การฉายรังสีเพื่อขจัดมะเร็งมักใช้ในรายที่วิธีที่ 2 และ 3 ทำไม่ได้ หรือมะเร็งกระจายมาสู่เบ้าตาแล้ว หรือใช้ในรายที่แม้เอาตาออก ก็ยังพบว่ามีเซลล์มะเร็งค้างอยู่

เคมีบำบัด ปัจจุบันมียาที่ใช้รักษามะเร็งชนิดนี้ โดยอาจจะใช้บำบัดเพื่อขจัดเชลล์มะเร็งเลย ซึ่งต้องใช้ในขนาดที่มาก หรือใช้บางส่วนเพื่อให้ขนาดมะเร็งเล็กลง (chemore-duction) ก่อนที่จะรักษาด้วยวิธีอื่น

อนึ่งแม้คาดว่ารักษาหายแล้ว เช่น เอาตาข้างที่เป็นออกแล้ว ก็ยังต้องเฝ้าติดตามเด็กทุกปี เพราะอาจเกิดในตาอีกข้างได้ จึงควรจะติดตามผู้ป่วยไปจนอายุ 10 ปี

โรคมะเร็งจอตา พบบ่อยในเด็ก

ปัญหาระยะยาวต้องระวัง

  • หากมีการควักตาออกตั้งแต่เด็ก กระดูกเบ้าตาข้างนั้นจะไม่ขยาย ทำให้เด็กมีปัญหาความสวยงามเมื่อโตขึ้นเพราะใบหน้า 2 ข้างไม่เท่ากัน
  • มะเร็งชนิดที่ 2 (second tumor) แม้ว่าจะรักษามะเร็งจอตาหายดีแล้ว เมื่ออายุมากขึ้นผู้ป่วยอาจมีมะเร็งชนิดอื่น เช่น มะเร็งกระดูก หรือมะเร็งอื่นตามมาได้

สูตรหาความเสี่ยง

เนื่องจากมะเร็งจอตามีทั้งชนิดที่เป็นกรรมพันธุ์ และชนิดที่ไม่ได้เป็นกรรมพันธุ์ จึงได้มีผู้พยายามศึกษาถึงแนวโน้มการถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานของมะเร็งชนิดนี้ และพบว่า

  • พ่อแม่ปกติ มีบุตรเป็นมะเร็งจอตา 1 คน โอกาสที่บุตรคนต่อไปจะเป็น = 6%
  • พ่อแม่ปกติ มีบุตรเป็นมะเร็งจอตา 2 คน บุตรคนต่อไปมีโอกาสเป็น = 50 %
  • ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากมะเร็งจอตา และมีประวัติในครอบครัว มีโอกาสที่บุตรจะเป็น = 50%
  • ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากมะเร็งจอตา แต่ไม่มีประวัติครอบครัว มีโอกาสที่บุตรเป็นโรค = 12.5 %

ข้อมูลนี้น่าจะมีประโยชน์กับพ่อแม่ในการพิจารณามีบุตรคนต่อไป

ลิงก์ผู้สนับสนุน