เมื่อสงสัยว่าเป็น มะเร็งเต้านม จะทำอย่างไร

ปัจจุบัน “มะเร็งเต้านม” พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง จากข้อมูลของสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า หญิงไทยมีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านม 12 คน/วัน และมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ 34 คน/วัน

เมื่อสังสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม

แม้เราจะยังไม่ทราบถึงสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งเต้านมที่ชัดเจน แต่ยังโชคดีที่ประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม ทำให้เราสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรค ซึ่งจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

นอกจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองแล้ว วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในปัจจุบันก็คือ การทำแมมโมแกรม (Mammogram) ซึ่งเป็นการตรวจเอกซเรย์เต้านมเพี่อหาความผิดปกติ เช่น หินปูน ก้อนเนื้อหรือเนื้องอกที่ผิดปกติ โดยการทำแมมโมแกรมต้องมีการบีบเต้านมให้เนื้อเต้านมแผ่ออกเพื่อให้เห็นความผิดปกติง่ายขึ้น จากนั้นจะมีรังสีแพทย์เป็นผู้อ่านและแปลผล ถึงกระนั้นก็ตามอาจยังมีรอยโรคบางอยางที่ไม่สามารถตรวจพบได้จากแมมโมแกรม

ดังนั้นในกลุ่มผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยอายุน้อย ซึ่งหน้าอกมีความหนาแน่นมาก การทำแมมโมแกรมอาจไม่เห็นอะไร แต่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมชัดเจน หรือมีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมนจึงเพิ่มความเสียงของการเกิดมะเร็งเต้านม การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่อง MRI จึงเป็นอีกวิธีที่ควรพิจารณา

ตรวจมะเร็งเต้านมด้วย MRI

MRI (Magnetic Resonance Imaging) คือการตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้ได้กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย เช่น การตรวจหาเซลล์มะเร็งเต้านมจะช่วยให้สามารถค้นพบเซลล์ผิดปกติหรือสัญญาณที่ผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ทำให้มีโอกาสได้รับการรักษาและหายขาดจากมะเร็งเต้านมมากขึ้น นอกจากนี้การตรวจเต้านมด้วย MRI ยังสามารถให้ข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับเต้านมเพิ่มเติม คือ

1. ตรวจดูความสมบูรณ์ของเต้านมที่เสริมไว้ (เช่น เต้านมที่เสริมไว้รั่วหรือแตก)

2. แยกระหว่างเนื้อเยื่อแผลเป็น และเนื้อมะเร็งที่กลับมาเป็นซ้ำหลังการผ่าตัดไปแล้ว

3. ตรวจหาตำแหน่งก้อนเนื้อที่มีหลายๆ ก้อนในเต้านม

4. ตรวจเสริมดูว่ามีก้อนที่ตำแหน่งอื่นอีกหรือไม่ก่อนจะให้การรักษา

5. ตรวจเสริมดูว่ามะเร็งเต้านมนั้นแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นหรือผนังทรวงอกหรือไม่ เพื่อบอกระยะของโรคและวางแผนการรักษา

6. ใช้ติดตามผลการรักษาหลังผ่าตัด หลังฉายรังสีรักษา และใช้ดูผลการรักษาด้วยเคมีบำบัด

7. แสดงความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมได้ และมองเห็นซีสท์ในเต้านมได้

8. มองเห็นท่อน้ำนมขยายใหญ่ขึ้นได้ มองเห็นก้อนเลือดในเต้านมได้ และสามารถเห็นต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วยได้

ทั้งนี้ การตรวจร่างกายหรือการตรวจเต้านมด้วยเครื่อง MRI ไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งจากแพทย์ สามารกเข้ารับบริการการตรวจได้ด้วยตัวเอง