ยาลดความดัน วิธีการใช้และผลข้างเคียง

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุและเป็นโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมอาการ เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาลด ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ห้ามลดหรือเพิ่มขนาดยาเอง การหยุดยาเองอาจเกิดผลเสียอย่างร้ายแรงได้ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย โรคไต หรือหลอดเลือดในสมองแตก เป็นต้น

รักษาความดันโลหิตสูง

ในการรับประทานยาลดความดันติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้ผู้ป่วยกังวลเรื่องของผลข้างเคียงจากการใช้ยา ซึ่งเรื่องนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุรกิจ นาฑีสุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ไว้ว่า ผลข้างเคียงจากการทานยาลดความดันติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ นั้น ไม่ได้มีมาก จนกระทบกับสุขภาพหรือคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ตรงกันข้ามหากหยุดยาเอง อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้มากกว่า

“ยาพวกนี้ทดสอบมานาน พิษแรงๆ ไม่มีแน่นอน คนไข้ส่วนใหญ่จะกลัวว่ากินยาแล้วมา 10 ปี มันจะไปสะสมในร่างกาย ผมมักจะบอกคนไข้เสมอว่า หลังจากที่หมอเลือกยาให้เราแล้ว และเราใช้ได้ผลดีไม่มีอาการข้างเคียงในช่วง 1-2 ปีแรก ก็สบายใจได้เลยว่าไม่มีอันตรายแน่นอน ส่วนอาการข้างเคียงบางอย่างของยาบางตัวก็อาจจะจัดการได้ เช่น กินไปแล้วเกิดอาการไอ ล้าเป็นกรณีอย่างนั้นก็คือ เราก็สามารถเปลี่ยนยาได้ หรือกินแล้วมีอาการข้อเท้าบวม เราอาจจะลดขนาดของยาลง แต่ถ้ากลัวการกินยาแล้วปล่อยให้ความดันสูง ตรงนี้น่ากลัวกว่า

ส่วนอาการขางเคียงที่ควรระวังของยาทุกตัวคือเมื่อเรากินยาลดความดัน จากที่ความดันมันสูงก็ทำให้ความดันต่ำลง ก็อาจเป็นไปได้ว่าในช่วงนั้นมันอาจจะต่ำเกินไป ทำให้เวลาเปลี่ยนท่า อาจจะเวียนศีรษะและหน้ามืดได้ คำแนะนำคือ อย่าลุกกะทันหัน ให้เปลี่ยนจากท่านอนเป็นนั่งก่อน เพื่อให้ร่างกายปรับตัวแล้วค่อยยืนขึ้น ซึ่งเป็นผลข้างเคียงเล็กน้อย อันนี้ต้องระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยที่สูงอายุมากๆ เพื่อป้องกันการหกล้มครับ”

ยาลดความดัน

อาการข้างเคียงที่พบจากการกินยารักษาความดันนั้น มักไม่รุนแรง สามารถบรรเทาได้ ซึ่งอาการข้างเคียงที่มักพบขึ้นอยู่กับชนิดของยา ซึ่งมีหลายกลุ่มด้วยกันและออกฤทธิ์ต่างๆ กันไป แต่ยาในกลุ่มหลักที่มีงานวิจัยสนับสนุนและใช้กันมาก มี 3 กลุ่มคือ

1. ยาช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัวขึ้น แรงดันในหลอดเลือดก็จะลดลง ผลคือจะลดความดันโลหิตลงได้ ยากลุ่มนี้ยังแยกออกได้อีกหลายกลุ่ม อาการข้างเคียงที่พบขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่เลือกใช้ บางชนิดอาจทำให้เกิดอาการไอแห้งๆ บางชนิดอาจทำให้ข้อเท้าบวม แต่ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้ไม่รุนแรง

2. ยาช่วยชะลอการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นช้าลงและบีบตัวเบาลง ทำให้ความดันลดลงไปด้วย จะเหมาะกับผู้ป่วยที่หัวใจเต้นค่อนข้างเร็ว หรือมีโรคแทรกซ้อนบางประเภทร่วมด้วย เช่น มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือโรคหัวใจวาย อาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ อาการอ่อนเพลีย ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของการเริ่มยา เมื่อรับประทานยาต่อไป อาการดังกล่าวส่วนใหญ่จะหายไปได้เอง

3. ยาช่วยขับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น เพราะยามีฤทธิ์ขับน้ำออกจากหลอดเลือด ทำให้ปริมาตรเลือดในหลอดเลือดลดลงความดันโลหิตจึงลดลงด้วย ในช่วงแรกประมาณ 1-2 อาทิตย์จะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น แต่หลังจากนั้นถ้ากินต่อเนื่อง ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวและกลับไปเป็นปกติเหมือนเดิม อาการข้างเคียงที่อาจพบได้คือ ทำให้สมดุลอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปได้ซึ่งทราบได้จากการตรวจเลือด แต่ก็ถือว่าเป็นอาการข้างเคียงที่จัดการง่าย แนะนำให้กินกล้วย มะเขือเทศ ส้ม เพราะมีโพแทสเซียม

โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้ยาให้เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งยาใน 3 กลุ่มหลักข้างต้นนั้นเป็นยาที่แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้เป็นทางเลือกแรก เพราะนอกจากช่วยลดความดันได้แล้ว ยังช่วยลดโรคแทรกซ้อนต่างๆ จากความดันโลหิตสูงได้อีก คือ ป้องกันหลอดเลือดในสมอง ป้องกันหัวใจวาย ป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจตาย ป้องกันไตวายได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง นอกจากการใช้ยาแล้ว ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการลดการรับประทานอาหารเค็ม นั่นคือปริมาณเกลือต้องไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลาไม่เกินวันละ 3-4 ช้อนชา ออกกำลังกายให้มีเหงื่อออก ไม่หักโหม ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เหล้า หยุดสูบบุหรี่ รวมทั้งทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเท่านี้จะช่วยให้การรักษาโรคความดันโลหิตสูงมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลดการใช้ยาลงได้