ทานหวานเกินไป อันตรายต่อสุขภาพ

เรื่อง : นพ.พูนศักดิ์ สุชนวณิช (สูตินรีแพทย์) Dr.tonphunsak@gmail.com

คนส่วนใหญ่ชอบทานอาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เพราะรู้สึก “อร่อย” จากรสหวานที่ได้รับ แต่ทุกคนกลับไม่รู้ถึงพิษภัยต่อสุขภาพ ที่แฝงมากับน้ำตาล ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ต้องการน้ำตาลในการดำรงชีวิตมากสักเท่าไรนัก แต่คนจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกเหมือนจะอยู่ไมได้ถ้าขาดน้ำตาล เรามักจะเลือกทานขนม ของหวาน ลูกกวาด เค้ก หรือแม้แต่ไอศกรีม ตบท้ายมื้ออาหารคาว หรือใช้เป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ เพราะในระหว่างบรรยากาศแห่งความรื่นเริงนั้น เรามักจะรู้สึกเพลิดเพลิน เอร็ดอร่อยไปกับรสชาติของอาหาร โดยไม่ได้ไส่ใจว่าความ “หวาน” เหล่านั้น จะก่อพิษภัยต่อสุขกาพร่างกายของเรา

ทานหวานเกินไป

น้ำตาลมีอยู่ทุกหนแห่ง และปะปนไปกับอาหารทุกจานที่เรารับประทานในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นผงเกล็ดเล็กๆ สีขาวของน้ำตาลทราย หรือน้ำตาลทรายแดง น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง เจลลี่ น้ำผลไม้ และทุกอย่างที่ระบุไว้บนฉลากว่ามีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ทั้งๆ ที่น้ำตาลไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรต่อร่างกายมนุษย์เรา นอกเสียจากเพิ่มแคลอรี่ มันไม่ได้มีโปรตีน ไขมันชนิดดี วิตามินเกลือแร่ เอนไซม์หรือสารที่เป็นประโยชน์ใดๆ อยู่เลย

ทานน้ำตาลมากเกิน จะเกิดผลเสียอย่างไร ?

เป็นที่ทราบกันดีว่าถ้าเราทานแป้งและน้ำตาลมากเกินกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องการ ย่อมนำไปสู่ผลเสียต่อสุขภาพ ดังต่อไปนี้

1. โรคอ้วนและน้ำหนักเกิน เพราะน้ำตาลเป็นสารที่ให้พลังงานสูง ปริมาณแคลอรี่ส่วนเกินในอาหารแต่ละมื้อจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมัน ในรูปของไตรกลีเซอไรด์สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดและตามร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน โดยมีผลงานวิจัยหลายชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา ในปี 2006 เป็นเครื่องยืนยัน

2 เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การบริโภคน้ำตาลหรืออาหารหวานๆ มากเกินไป จะทำให้ระดับกลูโคสในเลือดสูงขึ้น ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ซ้ำๆ อยู่เป็นเวลานาน อาจทำให้เซลล์ในร่างกายหยุดการตอบสนองต่อฮอร์โมน “อินซูลิน” (ซึ่งสร้างจากตับอ่อน และมีหน้าที่ดูดซับน้ำตาลกลูโคสส่วนเกินในกระแสเลือด แล้วนำเข้าสู่เซลล์เพื่อไปเก็บเป็นพลังงานสำรองในรูปของไกลโคเจน ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน (ชนิดที่ 2) ในที่สุด

3. การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง มีรายงานจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย บ่งชี้ว่าการรับประทานน้ำตาล 100 กรัม จะกดการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้ลดลง 40% ได้นาน 4 – 5 ชั่วโมง ดังนั้นการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูงเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ตลอดจนปรสิตต่างๆ ได้มากขึ้น

ทานหวานเกินไป

4. นำไปสู่ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ มีวารสารทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริการะบุว่า ผู้ที่ได้รับแคลอรี่จากการบริโภคน้ำตาลเป็นสัดส่วนมากกว่า 25% ของพลังงานที่ได้รับจากอาหารทั้งหมดในแต่ละวัน มักจะมีระดับ HDL (คอเลสเตอรอลชนิดดี) ในเลือดต่ำ ซึ่งสัมพันธ์ต่อการเกิดคราบตะกอนอุดตันในผนังหลอดเลือด เมื่อรวมกับการมีไตรกลีเซอไรด์สะสม (ดังที่กล่าวในข้อ 1) จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

5. เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคตับ น้ำตาลฟรุ๊คโตสหากบริโภคมากเกินจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันแล้วสะสมอยู่ที่ตับ ซึ่งในที่สุดจะถูกส่งผ่านออกมาจากเซลล์ตับในรูปของคอเลสเตอรอลชนิด LDL หากขับออกได้ไม่หมด ไขมันส่วนที่ตกค้างจะทำให้เกิดโรคตับ (ชนิดที่ไม่ได้มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์) ภาวะนี้ถ้าเป็นในขั้นรุนแรงอาจก่อให้เกิดโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับ ตามมาได้

6. โรคหรือภาวะอื่นๆ ที่อาจพบได้ น้ำตาลที่บริโภคมากเกิน อาจส่งผลต่อจิตใจ ทำให้หงุดหงิด โมโหฉุนเฉียวง่าย วิตกกังวล ตลอดจนเกิดภาวะซึมเศร้า เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสี่อม ทำให้มีแบคทีเรียสะสมในลำไส้ใหญ่มากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษตลอดจนทำให้
“ฟันผุ” อีกด้วย

รู้อย่างนี้แล้ว ก่อนจะบริโภคอะไร ควรใส่ใจอ่านสลาก และศึกษาส่วนประกอบของอาการเหล่านั้นไห้ถี่ถ้วนทุกครั้ง หลีกเลี่ยงน้ำตาล ทานแต่เพียงพอดี เพื่อให้ชีวิต “หวานชื่น” โดยไม่ตัองทุกข์จากพิษภัยที่แฝงมา