คีโม รักษามะเร็ง และคุณภาพชีวิต

ลังจากที่เป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่า การให้ยาเคมีบำบัดเป็นวิธีรักษาโรคมะเร็ง 1 ใน 3 ที่เป็นแนวทางการรักษาหลัก ที่จะช่วยเยียวยาผู้ป่วยมะเร็งให้มีชีวิตยืนยาวต่อไปได้

แม้คนส่วนใหญ่ยังมองการรักษาวิธีนี้ในแง่ลบ เพราะการทำเคมีบำบัดหรือการทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลล์มะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันมันก็จะทำลายเซลล์ที่ดีในร่างกายไปด้วย นั่นส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายลง ผู้ป่วยที่ได้รับยาคีโมจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นได้

คีโม รักษามะเร็ง

นพ.จักรพงษ์ จักกาบาตร์ แพทย์รังสีรักษาและมะเร็งวิทยาจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า การให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยแต่ละรายมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป บางรายเพื่อหวังให้หายขาดจากโรค บ้างก็เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน เพื่อประคับประคองอาการ หรือเพื่อยืดอายุผู้ป่วย และยังใช้ควบคู่กับการรักษาวิธีอื่นๆ เช่นการฉายรังสี และการผ่าตัดเพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น โดยยาเคมีบำบัดที่ใช้ในปัจจุบันมีด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ 1. เคมีบำบัดชนิดรับประทาน 2. เคมีบำบัดชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และ 3. เคมีบำบัดชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ชนิดที่ได้รับความนิยมและมีการใช้มากที่สุด คือชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ เนื่องจากช่วยให้ยาดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปทั่วร่างกายได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งที่ไปตามกระแสเลือดเช่นกัน โดยยาเคมีบำบัดจะเข้าไปจัดการกับเซลล์มะเร็งในกระแสเลือด หรือที่เรียกว่ายาฆ่าเซลล์มะเร็งนั่นเอง

“ในเรื่องผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดจะแตกต่างจากการฉายรังสีคือ การฉายรังสีเป็นการรักษาด้วยการฉายเฉพาะจุด ผลข้างเคียงก็จะมีเฉพาะกับจุดๆ นั้น แต่ยาเคมีบำบัดมันจะมีผลทั่วๆ ร่างกาย โดยคุณสมบัติเด่นของยาเคมีบำบัดก็คือไปฆ่าเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว (เซลล์มะเร็ง) แต่ในขณะเคียวกันยังมีเซลล์ปกติอื่นๆ ในร่างกายที่กำลังเจริญเติบโตในไขกระดูกถูกทำลายไปด้วย เช่น เส้นผมที่มีการแบ่งตัวของเซลล์ผมทุกวัน ดังนั้น ยาเคมีบำบัดอาจทำให้มีผมร่วงได้ นอกจากนี้เซลล์เยื่อบุกระพุ้งแก้ม เซลล์เยื่อบุหลอดอาหาร ก็มีการแบ่งตัวเร็วเช่นกัน เพราะมีการหลุดลอกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทุกวัน ดังนั้นผู้บ่วยที่ได้รับเคมีบำบัดก็อาจจะมีการเจ็บปาก เจ็บคอ หรือเกิดแผลในช่องปากได้ และหรือทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลายได้”

แต่ปัญหาสำคัญที่พบได้ในยาเคมีบำบัดทุกตัวก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับเม็ดเลือด เนื่องจากเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวของเราสร้างมาจากไขกระดูก และต้องมีการสร้างเม็ดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนเม็ดเลือดเก่าที่หมดอายุไขในทุกๆ วัน ดังนั้น ไขกระดูกก็ต้องทำงานทุกวันเพื่อสร้างเม็ดเลือดขึ้นมาทดแทน แต่เนื่องจากยาเคมีบำบัดจะเข้าไปกดการทำงานของไขกระดูก เมื่อไขกระดูกทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การสร้างเม็ดเลือดจึงน้อยลง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะเรื่องซีดและร่างกายอ่อนเพลีย

คีโม รักษามะเร็ง

ซึ่งเม็ดเลือดขาวนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของเรา ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำลงได้ จึงทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และเมื่อติดเชื้ออาการจะรุนแรงกว่าคนปกติทั่วไป เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันที่จะไปจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายที่มีเกล็ดเลือดต่ำ เมื่อเกิดบาดแผล อาจทำให้เลือดหยุดไหลยาก เป็นต้น

นอกจากนี้ยาเคมีบำบัดเกือบทุกชนิดจะก่อให้เกิดภาวะข้างเคียงต่างๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น คลื่นไส้อาเจียน, เบื่ออาหาร, ชาปลายมือปลายเท้า, การรับรสเปลี่ยนไป อาจรู้สึกขมในปาก, ลิ้นแข็ง, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, มีพื่น อาการแพ้ และมีไข้ เป็นต้น โดยอาจมีอาการขณะกำลังได้รับยาเคมีบำบัดหรือภายหลังจากได้รับยาแล้ว ซึ่งอาการเหล่านี้ จะมากหรือน้อยขึ้นกับชนิดของยา ความแข็งแรงของร่างกาย และความพร้อมด้านจิตใจของผู้ป่วย โดยอาการข้างเคียงที่กล่าวมาทั้งหมดนจะค่อยๆ หายไปเมื่อสิ้นสุดการให้ยาเคมีบำบัด และถึงแม้ว่าการให้คีโมจะมีผลกระทบกับตัวผู้ป่วย แต่ก็ได้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ และจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ขอขอบคุณ
นพ.จักรพงษ์ จักกาบาตร์
สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ภาควิชารังสีวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย