โรคเท้าเหม็น คุณเป็นหรือเปล่า ?

อ๊ยๆๆๆ ปัญหาเท้าเหม็นนี่เป็นปัญหาสากลนิยมเจ้าค่ะ

คุณผู้อ่านโปรดรู้ไว้เถิดว่า ปัจจุบันมีคนไทยจำนวนไม่น้อยเป็น โรคเท้าเหม็น (Pitted keratolysis) โดยเฉพาะคนที่ชอบเดินเท้าเปล่าย่ำน้ำ เมื่อเท้าเปียกจนชื้นจากเหงื่อหรือน้ำที่เจิ่งนอง จะทำให้ผิวหนังยุ่ยและติดเชื้อแบคทีเรีย แล้วก็โชยกลิ่นเหม็นระเหยออกมา

โรคเท้าเหม็น

ลิงก์ผู้สนับสนุน

คนเป็นโรคเท้าเหม็น หากสังเกตก็จะเห็นหลุมเล็กๆ ที่ฝ่าเท้า บางครั้งหลุมอาจจะรวมตัวกันเป็นแอ่งเว้าตื้นๆ มักพบตามฝ่าเท้าที่รับน้ำหนักและที่ง่ามนิ้วเท้า

โรคเท้าเหม็นมักพบในประเทศเขตร้อน พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ชายและผู้หญิง แต่พบได้บ่อยกว่าในผู้ชาย เพราะมีเหงื่อออกที่ฝ่าเท้ามากกว่า และผู้ชายมักสวมถุงเท้ารองเท้าอยู่ตลอดเวลา

อาการสำคัญที่พบบ่อยที่สุดถึงร้อยละ 90 คือ เท้ามีกลิ่นเหม็นมาก รองลงมาที่พบร้อยละ 70 คือ เวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่า ถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อยเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น

สำหรับการป้องกันนั้น ก็ต้องทำให้เท้าแห้งอยู่เสมอ โดยอาจใช้แป้งฝุ่นฆ่าเชื้อโรยบ้าง หรือยารักษาสิว เบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ ก็นำมาใช้รักษาโรคเท้าเหม็นได้ผลดี นอกจากนี้ยาปฏิชีวนะ และยาฆ่าเชื้อราชนิดทาก็รักษาโรคเท้าเหม็นได้

นอกจากนี้ โบท็อกซ์ ซึ่งใช้แพร่หลายในการลดริ้วลอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ยังนำมาใช้ในกรณีนี้ด้วยนะคะ โดยการฉีดโบท็อกช์เข้าไปที่ฝ่าเท้าเพื่อลดเหงื่อที่ออกมากๆ

แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงมากครั้งละราวๆ 10,000-20,000 บาท ได้ ผลประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี แถมการฉีดยาที่ฝ่าเท้านี้จะเจ็บมาก วิธีนี้จึงไม่เป็นที่นิยมนัก

อีกวิธีที่นำมาใช้รักษาอาการเหงื่อออกมากคือ การใช้เครื่องมือ ‘ไอออนโต’ ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน สำหรับทำให้หน้าขาวใสและลบรอยแผลเป็นจากสิว

การใช้ไอออนโตเพื่อลดเหงื่อออกทำกันมานับ 70 ปีแล้ว โดยทำบริเวณที่มีเหงื่อออกมากครั้งละ 20-30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งจนเหงื่อลดลงเป็นปกติ วิธีนี้ไม่เจ็บและค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมในบ้านเราอยู่ดี

โรคเท้าเหม็น

ดังนั้น ต้องหาวิธีลดกลิ่นหรือระงับกลิ่นที่อาจจะโชยออกมาจากเท้า ซึ่งก็มีหลายสูตรให้เลือกค่ะ เช่น

สูตรแรก เป็นสูตรเดียวกับสูตรดับกลิ่นรักแร้ คือใช้สารส้มผสมน้ำล้างเท้าทุกวัน

ส่วนสูตรแช่เท้ามีหลายสูตร ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

โดยแช่เท้าใน…

  • น้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชูกับด่างทับทิม
  • น้ำอุ่นผสมส้มฝานบางๆ อาจใช้มะนาวแทนได้
  • น้ำอุ่นผสมกระเทียมทุบ 2-3 กลีบ
  • น้ำอุ่นผสมน้ำมะขามเปียก
  • น้ำชาจีนอุ่นๆ ต้มแก่ๆ

สูตรชาจีนแก่ๆ นี่มักได้ผลดีกับทุกคน แถมไม่ต้องถูกกรดอ่อนๆ กัดเท้าเหมือนสูตรอื่นๆ

โรคเท้าเหม็น

นอกจากนี้ เท้ายังต้องการการดูแลที่ดีในอีกหลายๆ ด้าน เช่น

1. เลือกสวมรองเท้าที่มีขนาดพอเหมาะและเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน

งานวิจัยทางการแพทย์ชี้ว่า เด็กจำนวนมากใส่รองเท้าที่เล็กเกินไป ราวครึ่งหนึ่งของเด็กหญิงวัยเรียน จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับเท้า เมื่ออายุได้เพียง 10 ปี

ความผิดปกติของเท้ามีหลายอย่าง เช่น เล็บขบ เล็บผิดรูปร่าง ตาปลา หรือกระดูกคด ล้วนเกิดจากการใส่รองเท้าที่มีขนาดไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวันและมีรองเท้าหลายๆ คู่ใส่สลับกันบ้าง คู่ใดไม่ได้ใส่ก็ผึ่งให้แห้ง นอกจากนี้ควรเลือกถุงเท้ารองเท้าที่ระบายอากาศได้ดี เช่น รองเท้าหนังหรือรองเท้ากีฬาที่มีรูระบายอากาศ หรือรองเท้าเปิดหัว เปิดส้น

2. ล้าง-ทำความสะอาดเท้าทุกวัน

ยกเว้นกรณีที่ผิวหนังเท้าแห้งและแตกอยู่แล้ว หลังจากล้างเท้าไม่ควรสวมถุงเท้าทันที ควรรอให้เท้าแห้งสนิทก่อน อาจใช้ผ้าขนหนูซับหรือให้ลมเป่า เท้าที่เปียกชื้นแล้วสวมถุงเท้า ทำให้อับ จะเป็นฮ่องกงฟุตได้ง่าย

ทั้งควรรู้ด้วยว่า เท้าเป็นอวัยวะที่มีต่อมเหงื่อมากมายทำให้เหงื่อออกมาก ถ้าไม่หมั่นทำความสะอาดทั้งเท้าและรองเท้า ก็จะส่งกลิ่นเหม็นได้ง่าย

ขณะเดียวกัน ผิวหนังเท้ามีต่อมไขมันน้อย ฝ่าเท้าจึงแห้งและแตกง่าย ต้องหมั่นใช้ครีมหรือโลชั่นทา เพื่อให้ความชุ่มชื้นก่อนนอนทุกคืนจะเป็นการดี

โรคเท้าเหม็น

3. หาโอกาสขัดเท้าเสียบ้าง

ควรดูแลเท้าเป็นพิเศษระหว่างการอาบน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เมื่อผิวหนังเท้าถูกน้ำจนนุ่มแล้ว ให้ใช้หินขัดขี้ไคล ค่อยๆ ถูส่วนที่มีหนังหนา หลังจากนั้นจึงเช็ดเท้าให้แห้ง ทาครีมให้ความชุ่มชื้น นวดบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้าจนครีมซึมซาบเข้าไป วิธีนี้จะช่วยป้องกันส้นเท้าแตกได้

4. โรยแป้งสำหรับเท้าโดยเฉพาะ

หากเหงื่อออกที่เท้ามาก ให้ใช้แป้งฝุ่นโรยก็ช่วยได้ แต่ควรใช้แป้งเฉพาะสำหรับเท้าที่เรียกว่า foot powder แป้งชนิดนี้มีลักษณะคล้ายแป้งฝุ่นทาตัว แต่เนื้อแป้งอาจหนากว่า และดูดซึมน้ำได้ดีกว่า การโรยแป้งทำให้ผิวที่เท้าแห้ง ไม่เปียกชื้น ลดการระคายเคือง ช่วยให้รู้สึกเย็นสบาย

5. อย่าให้เล็บขบ

เล็บขบพบได้บ่อยในคนที่สวมรองเท้าคับเกินไปและตัดเล็บผิดวิธี เล็บมือนั้นตัดเป็นรูปโค้งมนตามนิ้วมือได้ แต่เล็บเท้าควรตัดเป็นเส้นตรง เพราะหากตัดโค้งมนตามนิ้วเท้า เมื่อเล็บงอกขึ้นมาใหม่ อาจงอกแทงผิวหนังข้างๆ เล็บ ทำให้เกิดการอักเสบบวมแดงได้

ลิงก์ผู้สนับสนุน