โรคพิษสุนัขบ้า โรคติดต่อร้ายแรงใกล้ตัว ที่ป้องกันได้

ระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาบอกว่า ในรอบ 2 ปีมานี้พบเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ารวม 40 ราย จากการสอบสวนโรคพบว่า เกือบร้อยละ 60 ของผู้ป่วยถูกลูกสุนัขกัด อีกจำนวนหนึ่งถูกพังพอนและกระต่ายกัด บางรายไม่ถูกกัดแต่คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ ซึ่งในปี 2546-2547 มีผู้ถูกสัตว์ที่เป็นพิษ หรือสงสัยว่าถูกสุนัขบ้ากัด เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าปีละ 300,000-400,000 ราย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เสียชีวิต ปี 2546-2547 พบว่า ส่วนใหญ่ถูกสุนัขกัดและพบได้ทุกวัย ในจำนวนนี้ร้อยละ 40 ถูกลูกสุนัขอายุไม่ถึง 3 เดือนกัด และไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันหลังถูกกัด มีอีก 2 ราย ที่สงสัยว่าอาจรับเชื้อจากการถูกพังพอนและกระต่ายกัด

ลักษณะของบาดแผลที่ถูกกัด ร้อยละ 47 เป็นบาดแผลลึก ร้อยละ 15 เป็นแค่รอยถลอก และอีกจำนวนหนึ่งไม่มีบาดแผลถูกกัด แต่เล่นคลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ ซึ่งอาจสัมผัสน้ำลายสัตว์ที่มีเชื้อเข้าไป

ลิงก์ผู้สนับสนุน

สุนัข พาหะ โรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้า…เกิดจากอะไร?

โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อ Rabies Virus ค่ะ เจ้าไวรัสชนิดนี้สามารถถ่ายทอดเชื้อต่อๆ กันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ ส่วนมากเพาะในสุนัขร้อยละ 95 ในแมวร้อยละ 4 ในสัตว์เลี้ยงจำพวกโค กระบือ สุกร ม้า และสัตว์ป่าที่เลี้ยงลูกด้วยนมราวร้อยละ 1

โรคนี้มีชื่อโรคที่เรียกแตกต่างกันไปตามอาการที่ปรากฏ เช่น ‘โรคกลัวน้ำ’ เรียกตามอาการที่เห็นได้บ่อยในคน คือมีอาการอยากดื่มน้ำ แต่ดื่มไม่ได้ เพราะดื่มแล้วจะสำลักและแสบหลอดลมอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจึงแสดงอาการกลัวน้ำทุกครั้งที่มีผู้ยื่นน้ำให้ดื่ม

ส่วนคำว่า ‘โรคพิษสุนัขบ้า’ เป็นชื่อที่เรียกกันในสัตว์ที่แสดงอาการดุร้าย วิ่งไปเรื่อยๆ โดยไร้จุดหมาย เมื่อพบสัตว์หรือคนขวางหน้า ก็จะกัดไม่เลือกหน้า

เชื้อที่อยู่ในน้ำลายสุนัขจะเข้าไปในแผลคนหรือสัตว์ที่ถูกกัด ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี ก็จะคลุ้มคลั่งเหมือนกับสัตว์ที่กัด เลยเรียกกันว่าโรคพิษของสุนัขบ้านั่นเอง

โดยธรรมชาติคนหรือสัตว์จะไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้าขึ้นมาเอง ต้องถูกสัตว์ที่เป็นโรคนี้กัดจนเป็นแผลเสียก่อน แผลที่ว่านั้นก็ไล่ไปตั้งแต่เป็นรอยขีดข่วนมีเลือดออก แผลฉีกขาด แผลรูลึก หรือถูกเล็บที่ถูกน้ำลายสัตว์ป่วยขีดข่วนจนเป็นแผลเลือดออกจึงจะเกิดโรคนี้ได้ หากได้รับเชื้อแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ปล่อยไว้จนกระนั่งปรากฏอาการของโรคมักทำให้เสียชีวิตได้

หมา แมว พาหะ โรคพิษสุนัขบ้า

เราจะรู้ได้ยังไงว่าสัตว์เลี้ยงของเราเป็นโรคนี้?

วิธีง่ายๆ คือ หมั่นสังเกตอาการของพวกมันค่ะ โดยสุนัขและแมวที่มีเชื้อนั้น จะมีอาการที่แสดงให้เห็นว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าอยู่ 2 แบบคือ ชนิดดุร้ายกับชนิดเซื่องซึม

ชนิดดุร้าย

ในสุนัขจะมีอาการผิดไปจากปกติ ถ้าหากล่ามโซ่หรือเลี้ยงไว้ในกรงก็จะมีอาการเดินไปมา กระวนกระวาย พยายามหาทางออกโดยการกัดโซ่ กัดกรงขัง จนเลือดออกโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด วิ่งไปโดยไร้จุดหมาย กัดคน กัดสัตว์ทุกชนิดที่ขวางหน้า น้ำลายฟูมปาก คางห้อย หางตก แววตาน่ากลัว หลังจากนั้นก็จะเริ่มมีอาการอัมพาต ขาหลังไม่มีแรง วิ่งลำบากขึ้น ขณะวิ่งอาจจะวิ่งไปล้มไป

เมื่อมีอาการอัมพาตมากขึ้น ขาหน้าก็จะหมดแรง แล้วค่อยๆ ล้มลงหมดสติ และตายภายใน 3-6 วัน หลังจากที่แสดงอาการ

ส่วนในแมวจะแสดงอาการดุร้ายมากกว่าสุนัข คือมีอาการพองขน กางอุ้งเล็บออก มีลักษณะหวาดระแวง เตรียมพร้อมที่จะสู้อยู่ตลอดเวลา ส่งเสียงดังเป็นพักๆ มีอาการราว 2-4 วัน ก็จะเริ่มเป็นอัมพาต เคลื่อนไหวได้ช้าลง หมดสติ และตายในที่สุด

ชนิดเซื่องซึม

จะสังเกตได้ยากค่ะ เพราะแสดงอาการป่วยเหมือนกับสัตว์เป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคหวัด ไข้หัดระยะต้นๆ โดยสุนัขหรือแมวจะหลบไปนอนในที่เงียบๆ ไม่แสดงอาการดุร้าย จะกัดคนหรือสัตว์เมื่อถูกรบกวน หรือเมื่อเอาน้ำ เอายา หรือเอาอาหารไปให้ เมื่ออาการของโรคกำเริบมากขึ้น จะมีอาการอัมพาตลุกขึ้นเดินไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ และตายภายใน 3-6 วัน หลังจากแสดงอาการ

กรณีที่ถูกสุนัขหรือแมวที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดหรือข่วน ที่มีความรุนแรงตั้งแต่มีบาดแผลฉีกขาด แผลรูลึก แผลถลอกขีดข่วน มีเลือดออก แผลช้ำเป็นรอยเขียว ฯลฯ ให้ปฏิบัติดังนี้ค่ะ

ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดกับสบู่หลายๆ ครั้ง เบาๆ เพื่อไม่ไห้แผลได้รับความกระทบกระเทือนในทันที หากเป็นแผลรูลึกอาจใช้สำลีพันปลายไม้หมุนเข้าไปล้างก้นแผลด้วยก็จะดี ทั้งนี้เพื่อจะล้างเชื้อออกจากแผลให้มากที่สุด

เช็ดแผลให้แห้งด้วยผ้าสะอาดหรือสำลี แล้วใส่ยารักษาบาดแผลประเภททิงเจอร์ไอโอดีน ยาเหลือง ยาแดง หรือแอลกอฮอล์สำหรับเช็ดแผล เท่าที่จะหาได้ในขณะนั้น

ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาพยาบาล เช่น ฉีดยาป้องกันบาดทะยัก รับยาไปกินเพื่อลดอาการปวด รักษาการติดเชื้อ รวมทั้งการเย็บแผล การฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จะอยู่ในดุลพินิจของแพทย์

ฉัดวัคซีน ป้องกัน โรคพิษสุนัขบ้า

นอกจากนี้ ยังต้องจัดการกับเจ้าสัตว์เลี้ยงที่เป็นต้นเหตุด้วย ควรขังหรือล่ามโซ่ที่แข็งแรงไว้ 10 วัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และเพื่อดูอาการของสัตว์นั้น (ถ้าสามารถทำได้) เนื่องจากสุนัขและแมวจะขับไวรัสออกมากับน้ำลายประมาณ 3-4 วันก่อนแสดงอาการ

และตลอดเวลาตั้งแต่แสดงอาการจนกระทั่งตาย ระยะเวลาที่มีไวรัสในน้ำลายจนถึงตายของสุนัขและแมวทุกตัวที่ป่วยด้วยโรคนี้ รวมกันแล้วไม่เกิน 10 วัน จึงมีการนำเอาเกณฑ์นี้ไปตัดสินว่าสุนัขหรือแมวตัวใดที่กัดคนหรือสัตว์แล้วไม่ตายภายใน 10 วันก็หมายความว่าสัตว์นั้นไม่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเกณฑ์นี้เป็นที่ยอมรับกันในวงการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลก แต่หากกักขังสัตว์ไม่ได้ ควรทำลายสัตว์นั้นโดยเร็วตามวิธีการที่เหมาะสม แล้วตัดหัวส่งไปตรวจยังห้องปฏิบัติการที่ใกล้ที่สุด

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคนี้ที่ผลิตจากเซลล์เพาะเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพดี มีความคุ้มครองโรคสูง

มีการยืนยันแล้วว่า ในประเทศไทยนั้นมีสุนัขเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ ดังนั้น หากบ้านไหนเลี้ยงสุนัขละก็ ควรนำไปฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป ส่วนในแมวอาจเริ่มที่อายุ 3 เดือนค่ะ และควรฉีดกระตุ้นอีกครั้งในช่วงอายุ 3-6 เดือน และฉีดซ้ำทุกๆ ปี

ส่วนในคนนั้น การป้องกันโรคแบ่งได้ 2 ขั้นตอน คือ

  1. การป้องกันก่อนรับเชื้อ ซึ่งคล้ายกับวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานโรคขึ้นมา แต่การฉีดวัคซีนก่อนการรับเชื้อนี้จะไม่ทำในคนทั่วไปเพราะสิ้นเปลืองมาก จึงทำกันเฉพาะในกลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น สัตวแพทย์ที่ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ บุรุษไปรษณีย์ พ่อค้าขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นต้น
  2. การป้องกันหลังรับเชื้อ ไม่ถือว่าเป็นการรักษาเหมือนโรคอื่นๆ โดยทั่วไปจะฉีด 5 ครั้ง เข็มที่ 1 ฉีดในวันแรกที่ไปพบแพทย์ เข็มที่ 2-5 จะ ฉีดในวันที่ 3, 7, 14 และ 30 ตามลำดับ

ผู้รับเชื้อบางรายที่ถูกกัดเป็นแผลฉกรรจ์ มีแผลหลายแผลหรือมีบาดแผลที่ใกล้สมองส่วนกลาง หรือมีแผลที่เชื้อไวรัสเข้าสู่เส้นประสาทได้เร็วหรือง่าย เช่น นิ้วมือ ฝ่ามือ ข้อมือ หรือบริเวณศีรษะหรือใบหน้า

การฉีดวัคซีนอย่างเดียวไม่พอ จำเป็นต้องฉีดอิมมูโนโกลบูลิน ร่วมด้วย เพื่อเป็นการยืดเวลาให้ระยะฟักตัวของโรคนานขึ้น จนกระทั่งร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ทันจากการฉีดวัคซีน ผู้รับเชื้อจะปลอดภัยยิ่งขึ้น

ลิงก์ผู้สนับสนุน