เตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ การตรวจร่างกายและสำรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์

ลานชายแวะมาถามเรื่องการตรวจร่างกายก่อนตั้งครรภ์ ไม่รู้ว่ากำลังคิดจะไปทำให้ใครตั้งครรภ์อยู่หรือเปล่า ฮึ่ม…อย่าให้รู้ก็แล้วกัน

“คือ…ผมสงสัย ว่าทำไมเราต้องมีการตรวจร่างกายเพื่อเตรียมตัวที่จะตั้งครรภ์ด้วยครับ” หลานชายบอกว่า ความสงสัยของเขา ทำให้คุณครูเปลี่ยนจากการตอบ กลายเป็นสั่งงานให้นิสิตทำรายงานเรื่องนี้ไปส่ง

ง่ายดีเนอะ การเรียนการสอนยุคนี้

ลิงก์ผู้สนับสนุน

เตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์

ส่วนคำตอบนั้นง่ายกว่าเช็ดน้ำลายเวลาเห็นหนุ่มหล่อๆ เสียอีก อิอิ คือต้องมีการเตรียมพร้อมที่ดี และต้องตรวจร่างกายกันก่อนสักครั้ง (ทั้งคุณพ่อคุณแม่เลยละ)

ตรวจแล้วได้ประโยชน์ 2 ต่อ

หากตรวจแล้วทราบผลว่าไม่มีปัญหาอะไรที่จะเป็นอุปสรรคต่อการตั้งท้อง คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้สบายใจ และมีสุขภาพจิตที่ดีตลอดการตั้งครรภ์

ถ้ารู้ว่าตัวเองมีปัญหาอะไร หรือท้องแล้วอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง จะได้ดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง และรวมถึงถ้ารู้ก่อนว่ามีปัญหาสุขภาพอะไร พอถึงตอนท้องคุณหมอจะได้ดูแล และให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของทั้งลูกน้อยในท้องและคุณแม่เองด้วย

เตรียมตัวเตรียมใจก่อนไปตรวจ

ก่อนจะไปตรวจร่างกายต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวของตัวเอง เช่น ตัวเองเคยเป็นโรคเรื้อรังอะไรไหม เคยแท้งไหม หรือเคยมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรม หรือความพิการต่างๆ หรือไม่

ส่วนที่ต้องเตรียมใจ ก็เพราะบางคนกลัวที่จะรู้ว่าตัวเองมีโรคอะไรแอบแฝงอยู่ อย่ากลัวเลยค่ะ เพราะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรเลย รู้แล้วจะได้หาทางแก้ไขและรับมืออย่างถูกทาง

ตรวจสุขภาพ ตั้งครรภ์

ตรวจอะไรบ้างล่ะ

1. ซักประวัติก่อนตรวจ ขั้นตอนนี้สำคัญมากทีเดียว คุณหมอจะซักประวัติคุณพ่อคุณแม่ว่ามีความผิดปกติหรือมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง เคยแท้ง หรือเคยคลอดก่อนกำหนดไหม และจะถามถึงประวัติของคนในครอบครัวของทั้งคู่ ว่ามีโรคทางพันธุกรรมอะไรไหม เช่น เบาหวาน โรคเลือด ความพิการต่างๆ หรือแม้กระทั้งการมีลูกแฝด

เพราะโรคเหล่านี้อาจจะถ่ายทอดมาสู่ตัวคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อยได้ ถ้าหากรู้คุณหมอจะแนะนำแนวทางในการรักษา และรับมือกับโรคนั้นได้ ดังนั้น อย่าอายหมอ หรือปิดบังข้อมูลเชียวค่ะ เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง

2. ตรวจร่างกายแม่ เป็นการตรวจร่างกายทั่วๆ ไป เพื่อดูว่าร่างกายคุณแม่สมบูรณ์แข็งแรงไหม และที่เพิ่มเติมคือ คุณหมอมักจะแนะนำให้คุณแม่ตรวจภายใน ดูความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่

3. ตรวจเลือด เพื่อดูการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น มีเบาหวานไหม ดูไขมันในเลือด ตรวจหมู่เลือด ในปัจจุบันคุณหมอยังมักแนะนำให้ตรวจเลือดคัดกรองธาลัสซีเมียด้วย เพราะคุณพ่อคุณแม่อาจมีโรคนี้แฝงอยู่ และอาจจะถ่ายทอดไปสู่ลูกได้

การตรวจเลือดยังมีการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นซิฟิลิส เอดส์ ตับอักเสบบี เพราะถ้ามีโรคเหล่านี้ ควรรักษาให้หายดีก่อนจะมีท้อง

4. ฉีดวัคซีน เป็นการป้องกันโรคที่ดีอย่างหนึ่ง แต่ก็มีข้อควรระวัง ดังนั้น ควรปรึกษาคุณหมอว่าจำเป็นจะต้องฉีดวัคซีนใดบ้าง และจะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อฉีดวัคซีน ซึ่งคุณหมอก็จะมีคำแนะนำที่ถูกต้องค่ะ

เช่น วัคซีนโรคหัดเยอรมัน ไม่ควรจะตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก หลังจากฉีด เป็นต้น

รู้ข้อดีของการตรวจร่างกาย เพื่อเตรียมพร้อมสู่การตั้งครรภ์อย่างนี้แล้ว อย่าลืมแวะไปปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาล หรือสถานพยาบาล ที่มีแผนกสูตินรีเวชใกล้บ้านนะคะ

ตั้งครรภ์อย่างมีความสุข

เรื่องกังวลของคนตั้งท้อง

ช่วงตั้งท้องฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้น จึงอาจทำให้อารมณ์ของเราขึ้นลงได้โดยไม่รู้ตัวนะคะ อย่างบางทีก็รู้สึกใจอยากทำโน่นทำนี่ให้ตัวเอง หรือทำให้พ่อยอดสามี

แต่ผ่านไปครึ่งวันอาจรู้สึกอยากอยู่คนเดียว หรือนั่งร้องห่มร้องไห้ สารพัดสาเหตุ อารมณ์เศร้าเหงาลึกๆ อาจเกิดขึ้นกับตัว แม้จะมีคุณสามีอยู่เคียงข้างก็ตาม เรียกว่าฮอร์โมนทำงานได้ดีเกินคาดค่ะ

เรื่องกินก็เป็นอีกข้อกังวลใจที่คุณแม่มือใหม่จะมีอยู่ในห้วงความคิดเกือบทุกคน อย่างบางคนอาจกังวลใจว่า กินอาหารชนิดนั้นชนิดนี้จะเป็นอันตรายกับลูกในท้องไหม หรือกินในปริมาณเท่าใดลูกถึงจะได้สารอาหารอย่างเพียงพอ และกินอย่างไรจะให้ประโยชน์กับลูกมากที่สุด เรียกว่าเรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องใหญ่พอดูสำหรับคนเป็นแม่มือใหม่ค่ะ ในส่วนของการบำรุงครรภ์หรือสุขภาพอนามัย (ว่าที่) คุณแม่ ทั้งหลายจะกังวลใจอยู่เสมอว่าควรทำตัวอย่างไร เพื่อให้ลูกคลอดออกมาสมบูรณ์แข็งแรง

บางคนอาจจะยังกล้าๆ กลัวๆ กับความเชื่อสมัยก่อน เช่น กินน้ำมะพร้าวเยอะๆ ลูกจะได้ผิวขาว หรือกินอาหารสีดำๆ ลูกอาจจะออกมาผิวดำ สารพัดความเชื่อที่อาจทำให้คุณแม่กังวลใจได้ไม่หยุดหย่อน

โดยรวมแล้วภาวะความกังวลในช่วงตั้งท้องสามารถเกิดขึ้นได้ จากการทำงานของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเกิดขึ้นจากความคิดคำนึงของคุณแม่เอง ฉะนั้น ถ้ารู้วิธีรับมือกับความกังวลใจดังกล่าว จะช่วยให้การตั้งท้องครั้งนี้เป็นสุขทั้งใจและกายได้ค่ะ

นอกจากนี้ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรนอนให้พอนะคะ เพื่อความแจ่มใสของจิตใจ เช่น ถ้าแม่ท้องต้องการออกกำลังกายจะเป็นเวลาไหนก็ได้ แต่ถ้าตอนกลางคืนเมื่อไหร่ ขอให้เป็นช่วงเวลาก่อนนอนสัก 3-4 ชั่วโมงแล้วกันค่ะ เพราะไม่อย่างนั้นประสาทจะตื่น ร่างกายจะกระปรี้กระเปร่าจนไม่สามารถนอนหลับได้ ดังนั้น ควรฝึกนอนให้เป็นเวลาจะดีที่สุดค่ะ

บ่อยครั้งที่แม่ท้องจะรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เพราะปวดหลังบ้าง ท้องอืด ท้องผูก เป็นตะคริวบ้าง เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราสามารถขอร้องให้พ่อยอดยาหยีช่วยนวดคลายปวดครรภ์ให้เราก็ได้นะคะ

เช่น แม่บางคนชอบให้ลูบไล้เบาๆ หรือบางคนชอบให้นวดหนักหน่อย ตรงนี้เราต้องสื่อสารให้คุณพ่อรู้ค่ะ เพื่อให้เขาช่วยผ่อนคลายความปวดเมื่อยให้เรา

…และเมื่อกายสบายเสียแล้ว ใจก็จะสบายตามไปด้วย

ลิงก์ผู้สนับสนุน