อบเชย เครื่องเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณทางยา มายาวนาน

อบเชย (Cinnamomum verum) ได้จากเปลือกไม้ของพืชพื้นเมืองขนาดเล็กในเอเชีย เครื่องเทศชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณทางยา มากว่า 5,000 ปี และจัดได้ว่าเป็นยาธรรมชาติเก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ยอดพ่อครัวทั่วโลกเชื่อมั่นในกลิ่นรสพิเศษของอบเชยว่า ช่วยชูความอร่อยหอมหวานให้กับอาหาร ปัจจุบันนักวิชาการสนใจอบเชยเพราะรู้ดีว่าเป็นตัวช่วยรักษาความสมดุลของน้ำตาลในเลือด

อบเชย ผงอบเชย

อบเชย…ใช้รักษา

กลิ่นปาก, แก๊สในลำไส้, ไข้ขึ้น, คลื่นไส้อาเจียน, ควบคุมน้ำตาลในเลือด, คอเลศเตอรอลสูง, ต้านการติดเชื้อ, ต้านอักเสบ, ติดเชื้อยีสต์, ปัญหาความจำ, อาหารไม่ย่อย

ลิงก์ผู้สนับสนุน

อบเชย ผงอบเชย

อบเชย…ในประวัติศาสตร์

หมอคนแรกที่เขียนถึงอบเชยเป็นชาวจีนชื่อ เสินหนง มีชีวิตอยู่เมื่อ 2,800 ปีก่อนคริสตกาล เขาได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งสมุนไพรจีน ในอียิปต์ อบเชยเป็นหนึ่งในเครื่องเทศหลายชนิดที่ใช้ทำมัมมี่ ชาวฟีนิเชียนและฮิบรูเรียกอบเชยว่า ‘qinamon’ และในพระคัมภีร์ของชาวฮิบรูมีการกล่าวถึงอบเชยในพระธรรมอพยพ (Exodus) บทที่ 30 ข้อ 23

ชาวยุโรปเริ่มรู้จักอบเชยในช่วงศตวรรษที่ 1 แต่เป็นเครื่องเทศที่ราคาแพงมาก อบเชย 350 กรัมมีราคาเป็น 15 เท่าของโลหะเงินในยุคกลาง อบเชยใช้รักษาอาการไอและอาหารไม่ย่อย แต่มีใช้ในหมู่คนรวยเท่านั้นเพราะราคาแพงมาก ในประวัติศาสตร์พบว่า หมอยา แนะนำให้ใช้เครื่องเทศชนิดนี้รักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ หลากหลายอาการ รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับไต อาการปัสสาวะรดที่นอน แพ้ท้อง ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เจ็บหน้าอก หูด และปวดฟัน

อบเชย

อบเชย…มีอะไรอยู่บ้าง

อบเชยอุดมด้วยน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบด้วยสารประกอบที่ให้ฤทธิ์ทางยา เช่น ซินนามัลดีไฮด์ (cinnamaldehyde) ซินนามีล (cinnamyl) ในรูปอะซิเตตและแอลกอฮอล์ โดยรวมแล้วสารเหล่านี้มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อราได้ดีจนผลการวิจัยระบุว่าสามารถใช้อบเชยแทนสารเคมีถนอมอาหารได้ ซินนามัลดีไฮด์ป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งหมายความว่าช่วยป้องกันภาวะหัวใจพิบัติ และโรคหลอดเลือดสมอง อบเชยยังได้ชื่อว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ประสิทธิภาพสูงที่ช่วยลดการอักเสบ

นักวิทยาศาสตร์ว่าอย่างไร

เมื่อเร็วๆ นี้นักวิทยาศาสตร์พบว่าอบเชยช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหร้บผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจของผู้ที่มีน้ำหนักเกินปี 2009 การศึกษาของวิทยาลัยโภชนาการของสหรัฐอเมริกา (American College of Nutrition) ทำให้รู้ว่าอบเชยช่วยได้อย่างไร การศึกษานี้ทำโดยนักวิจัยผู้หนึ่งในกระทรวงการเกษตรของสหรัฐอเมริกา โดยใช้คนอ้วนและน้ำหนักเกิน 22 คน แบ่งเป็นกลุ่มกินอบเชย 250 มล. วันละ 2 ครั้ง และกลุ่มกินยาหลอก หลังจาก 12 สัปดาห์ พบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่กินอบเชยลดลงจาก 114 เป็น 102 มก./ดล. ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่กินยาหลอกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 112 เป็น 113 มก./ดล.

การใช้อบเชยทางยาแบบดั้งเดิมมีหลายวิธีที่ผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์แล้ว การศึกษาระยะหลังพบว่า อบเชยมีฤทธิ์กระตุ้นทางเดินอาหาร เป็นการสนับสนุนความเชื่อของหมอพื้นบ้านที่มีมานานว่า เครื่องเทศชนิดนี้ช่วยขับลม แก้คลื่นไส้อาเจียน และอาการอื่นๆ ที่เกิดจากมีแก๊สในทางเดินอาหาร ความเชื่อที่ว่าอบเชยต้านการติดเชื้อได้ดีนั้นก็ไม่ใช่แค่ภูมิปัญญาชาวบ้าน การศึกษาของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า อบเชยมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา แบคทีเรีย และจุลชีพชนิดอื่นๆ รวมถึงแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) ที่ทำให้อาหารเป็นพิษ และการติดเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส (Staphilococcus)

อบเชย

เคล็ดลับนักซื้อ

ผงอบเชยหาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องเทศ ส่วนแท่งอบเชยได้จากเปลือกไม้ที่ลอกออกมาจากต้นอ่อนแล้วม้วนตากแห้งไว้ ผงอบเชยได้จากการนำอบเชยแบบแท่งมาบด ใช้โรยในซีเรียล โยเกิร์ต สตูว์ และขนมอบ ควรกินอย่างน้อยวันละครึ่งช้อนชา จะได้ผลในการบำบัดรักษา

รู้ไว้ใช่ว่า

บางคนอาจแพ้อบเชย แต่ปริมาณที่ใช้ในการปรุงอาหารทั่วไปถือว่าปลอดภัย ถ้าใช้ปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดลมแน่นท้อง และทำลายไต

น้ำมันหอมระเหยอบเชย อาจทำให้ผิวแดงและไหม้ ไม่ควรกินน้ำมันหอมระเหยอบเชย เพราะทำให้คลื่นไส้อาเจียนและทำลายไต หญิงแพ้ท้องและคนที่มีแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ไม่ควรใช้อบเชยในทางยา

ลิงก์ผู้สนับสนุน