วิธีถนอมดวงตา ไม่ให้เกิดอาการอ่อนล้า สายตาอ่อนเพลีย

ายตาของคนเราอ่อนเพลียได้ค่ะ หากไช้งานไม่ดี เพียงไม่กี่ปีอาจต้องใช้หูฟังและไช้มือคลำทดแทน เพราะตาไช้ไม่ได้แล้วน่ะซิคะ

ดังนั้น คุณผู้อ่านควรต้องรู้วิธีผ่อนคลายสายตาไม่ให้อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนถึงขั้นตัวดับวูบ (เว้นแต่ในช่วงที่ความรักมันเข้าตานะคะ อิอิ)

สายตาอ่อนเพลีย

ลิงก์ผู้สนับสนุน

อาการ ‘สายตาเพลีย’ คืออาการไม่สบายตา อันเนื่องมาจากการใช้สายตาดู ทำงาน และอ่านมาก (เกินไป) ไม่ว่าจะดูทีวี อ่านหนังสือ พิมพ์งาน ทำงาน เข้าอินเทอร์เน็ต ฯลฯ จนกระทั่งรู้สึกปวดเบ้าตาหรือรอบดวงตา ตาพร่า และตาลายเป็นพักๆ หรือบางครั้งมองเห็นภาพซ้อน

นอกจากนี้อาจมีอาการเมื่อยตา หนังตาหนัก ระคายเคืองในดวงตา แสบตา น้ำตาไหล และบางครั้งอาจมึนศีรษะร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักเกิดในตอนบ่าย หรือไม่ก็ตอนดึก ทั้งนี้เป็นเพราะบ่ายๆ เป็นช่วงเวลาที่ดวงตาถูกใช้มาตั้งแต่เช้า ส่วนดึกๆ แสดงว่าถูกแข็งขืนใช้ตาทำงานหนักจนไม่รู้เลยว่าเป็นเวลาที่สมควรจะเล่นเกม ‘ซ่อนตาดำ’ หลับให้สนิทที่สุด!!

ปัจจัยที่ทำให้สายตาเพลียมีมากมายทีเดียวค่ะ ถ้าเจาะจงไปที่ ‘สภาพแวดล้อม’ ละก็ เริ่มจากแสงสว่าง สี ขนาดของงานที่ต้องใช้สายตาเพ่ง การเคลื่อนไหวของดวงตา และลม

พร้อมกันนี้ความผิดปกติของดวงตาเอง อาทิ สายตายาว สั้น เอียง แก่ (อันนี้ หมายถึงเจ้าของดวงตานะคะ อิอิ) และโรคตาบางชนิดก็มีผล

แสงสว่างหรือทิศทางของแสงในขณะทำงาน ควรมีความสว่างในระดับที่พอเหมาะ คือไม่สว่างจ้าจนต้องหยีตา เพราะรู้สึกระคายตา หรือมืดสลัวจนต้องเพ่ง เพราะมองไม่ค่อยชัด แสงควรส่องเข้ามาจากด้านซ้าย หากผู้ทำงานถนัดมือขวา และควรส่องจากด้านขวา หากผู้ทำงานถนัดซ้าย

สายตาอ่อนล้า

อย่างไรก็ดี อย่าให้แสงเข้ามาจากด้านหน้า เพราะแสงจะกระทบกับงานที่ทำหรือหนังสือที่อ่าน แล้วสะท้อนเข้าตาตรงๆ ซึ่งจะทำให้ตาพร่ามัว หรือเกิดอาการเพลียได้ง่าย นั่นรวมไปถึงสีสันของสิ่งที่มองหรืออ่านด้วย หากสีจัดจ้าหรือสะท้อนแสงมาก ตาก็เพลียได้ง่าย หรือแม้แต่สีของสิ่งที่มองนั้นกลมกลืนกับพื้นหลังมาก จนต้องเพ่งพินิจอย่างละเอียด อย่างนี้ตาก็ทำงานหนัก

ลักษณะของงานที่ทำ หากเป็นสิ่งของชิ้นเล็กๆ ที่ต้องอาศัยการเพ่งจ้อง มีรายละเอียดมาก หรือเป็นตัวหนังสือขนาดจิ๋ว อันเป็นเหตุจะต้องยื่นหน้าเข้าไปมองในระยะที่ใกล้กว่าปกติ อย่างนี้ก็ส่งผลให้ตาเพลียได้ง่าย

รวมไปถึงการใช้สายตาที่ต้องเคลื่อนไหวในขณะที่มองมากๆ เช่น อ่านหนังสือบนรถ พิมพ์งาน ดูทีวี ฯลฯ ด้วย

ลม ก็ก่อปัญหาให้ตาได้ หากต้องนั่งทำงานโดยมีลมจากพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศเป่ามาที่หน้า (รวมไปถึงตาด้วย) ก็จะทำให้ตาแห้ง และเพลีย

ส่วนเรื่องสายตาผิดปกตินั้น หากสายตายาว แต่ไม่ยอมสวมแว่น หรือเลนส์ ก็จะทำให้กล้ามเนื้อตาต้องหดเกร็งเพื่อปรับความชัดของภาพตลอดเวลา ไม่ว่าจะเพื่อการมองในระยะใกล้หรือไกล

เช่นเดียวกับสายตาสั้นหรือเอียง ซึ่งส่งผลให้การมองเห็นผิดปกติ และสมองจะต้องแปรสภาพที่ได้รับอย่างยากลำบาก จึงมักเกิดอาการมึนงง ขณะที่กล้ามเนื้อตาเองก็ต้องคอยหดตัว เพื่อปรับภาพให้ชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงส่งผลให้ตาเพลีย เกิดอาการปวดตาขึ้นในที่สุด

วิธีถนอมดวงตา

แต่กระนั้นก็ตามสายตาเพลียย่อมเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน และอาจเกิดขึ้นทุกวัน เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ

ขอเพียงอย่าเกิดขึ้นทุกวันและทั้งวันเท่านั้นก็พอ เพราะมันจะนำความทุกข์ทรมานมาให้ และอาจนำไปสู่การเสื่อมประสิทธิภาพของดวงตา ในระดับที่ร้ายแรงกว่าในอนาคต ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

วิธีป้องกันก็คือ จัดการกับแสงสว่างให้พอเหมาะและถูกทิศทาง รู้จักหยุดพักสายตาระหว่างที่อ่านหนังสือหรือทำงานที่ต้องใช้ดวงตาอย่างหนัก และนั้นรวมไปถึงเล่นเกมด้วย

อย่าฝืนหากเริ่มรู้สึกเพลียตา ตาแห้ง ตาพร่า ให้หลับตาสักพัก มองออกไปในระยะไกลๆ สลับกับระยะใกล้ๆ เพื่อบริหารกล้ามเนื้อตา กะพริบตาบ่อยๆ เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงตาชุ่มอยู่ตลอด

หากเป็นไปได้ สิ่งที่เราจะต้องดูหรืออ่าน ควรอยู่ในระยะ 35 ซม. จากดวงตา เลือกอ่านหนังสือที่ใช้กระดาษถนอมสายตา (Green Read) จอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในห้องที่แสงพอเหมาะ และไม่มีแสงสะท้อนจากกระจกหน้าจอเข้าตา ปรับความสว่างของหน้าจอให้มากกว่าความสว่างของห้องประมาณ 3 เท่า หากมีแผ่นกรองแสงสะท้อน ก็ควรใช้ครอบหน้าจอไว้ ปรับระดับความสูงของหน้าจอกับแป้นคีย์บอร์ดให้พอดีกับระดับสายตาและมือ เก้าอี้หรือที่นั่งต้องสบายๆ คล่องตัวต่อการเคลื่อนไหวและการพิมพ์ ตาก็ควรอยู่ห่างจากหน้าจอประมาณ 30-35 ซม.

พร้อมกันนี้ก็จงดูแลสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานผักผลไม้ โดยเฉพาะผักใบเขียวเข้ม อาทิ คะน้า ผักโขม ตำลึง ผักบุ้ง หรือที่มีสีสันจัดจ้าน เช่น มะละกอ แครอท เป็นต้น นอนหลับให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย อย่างนี้ก็จะเอื้อกันไปหมด ทำให้ดวงตาแจ่มใสและมีสุขภาวะที่ดี

ลิงก์ผู้สนับสนุน