ยุงร้ายยิ่งกว่าเสือ พาหะของโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย

แชร์เรื่องนี้

ข่าวไข้เลือดออกกับไข้มาลาเรียระบาด เล่นเอาหลายคนหัวปั่นกันเลยทีเดียว

ยุง พาหะ โรคไข้เลือดออก มาลาเรีย

แต่ที่ต้องทราบในอันดับแรกเลย ก็คือ…

ลิงก์ผู้สนับสนุน

ไข้เลือดออกนี่นะ กลุ่มเสี่ยงคือคนอายุ 15 ปีลงมา สำหรับคนที่มีอายุมากๆ แล้ว ไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับโรคนี้ แม้อายุหัวใจจะไม่มากเท่าอายุจริงก็ตาม อิอิ

ไข้เลือดออก :

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงลาย (Aedes aegypti) ตัวเมีย บินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก โดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไวรัส (แดงกี) จะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน จากนั้นเชื้อจะไปอยู่ที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง

เมื่อยุงกัดคน เชื้อที่ว่าก็จะแพร่สู่คน และอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 กัน ในช่วงที่มีไข้ หากยุงกัดคนในช่วงนี้ ก็จะรับเชื้อไวรัสมาแพร่ให้แก่คนอื่นๆ ได้อีกไม่สิ้นสุด

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็ก (5-10 ปี) และโรคนี้ระบาดหนักในฤดูฝน พฤติกรรมของยุงลายชอบออกหากินในเวลากลางวันตามบ้านเรือนและโรงเรียน ชอบวางไข่ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ กะลา กระป๋อง จานรองขาตู้กับข้าว แต่ไม่ชอบวางไข่ในท่อระบายน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง

เมื่อไรจะสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก

อาการของไข้เลือดออกไม่จำเพาะ อาการมีได้หลายอย่าง ในเด็กอาจจะมีเพียงอาการไข้และผื่น ในผู้ใหญ่อาจจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ หากไม่คิดถึงโรคนี้ก่อน อาจจะทำให้การรักษาช้า ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิต

ลักษณะที่สำคัญของไข้เลือดออกคือ

ไข้สูงเฉียบพลัน ประมาณ 2-7 วัน เบื่ออาหาร หน้าแดง ปวดศีรษะ ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย

บางรายอาจมีจุดเลือดสีแดงขึ้นตามลำตัว แขน ขา อาจมีเลือดกำเดาออก หรือเลือดออกตามไรฟัน และถ่ายอุจจาระดำ เนื่องจากเลือดออก และอาจทำให้เกิดอาการช็อกได้

ดังนั้น เมื่อป่วยเป็นไข้แล้วสังเกตว่ามีอาการต่างๆ มากผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็กอาจเสียชีวิตได้ง่าย หากถึงมือแพทย์ช้า

วิธีที่จะป้องกันและควบคุมไข้เลือดออกที่ดีที่สุด คือ…

การควบคุมการแพร่กระจายของยุงลาย กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ ยุง เช่น กะลา ยาง กระป๋อง หาฝาปิดภาชนะ เช่น โอ่ง ถังน้ำ ในแหล่งน้ำสาธารณะ อาจจะเลี้ยงปลาเพื่อกินลูกน้ำ หรือใส่สารเคมีเพื่อฆ่าลูกน้ำ ขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันมิให้ยุงกัด

เด็กๆ เป็นโรคไข้เลือดออก

ไข้มาลาเรีย :

เกิดจากการรับเชื้อมาลาเรียไปจากพาหะ คือ ‘ยุงก้นปล่อง’ ซึ่งในเมืองไทยมีอยู่ 2 ชนิดที่สำคัญ คือ

Anopheles dirus พบในป่าทึบ ชอบออกไข่ตามแอ่งน้ำนิ่งขังตามธรรมชาติ เช่น แอ่งหินในป่าทึบ นิสัยชอบกัดกินเลือดคนมาก ไม่ชอบกัดสัตว์อื่น ออกหากินตอนดึกถึงเช้ามืด

แต่ถ้าป่าทึบมากๆ ก็หากินช่วงเวลากลางวันด้วย และถ้าเข้ามากัดคนในบ้านก็จะไม่เกาะฝาบ้าน ยุงชนิดนี้เป็นชนิดที่มีความสามารถในการแพร่เชื้อมาลาเรียมากกว่ายุงพาหะชนิดอื่นในประเทศไทย

Anopheles minimus พบตามชายป่า ชอบวางไข่ในลำธาร น้ำใสไหลเอื่อยๆ เดิมพบว่าเมื่อมากัดคนในบ้านก็จะเกาะตามฝาบ้านเมื่ออิ่ม ดังนั้น กองมาลาเรียก็จะไปฉีดพ่นดีดีทีตามบ้านเพื่อกำจัดยุงชนิดนี้ แต่ปัจจุบันยุงชนิดนี้มีการปรับตัวไม่เกาะที่ฝาบ้านและกัดคนนอกบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะตอนหัวค่ำ

ยุงที่เป็นพาหะและกัดคนจะเป็นยุงตัวเมียเท่านั้นค่ะ

โดยยุงที่กัดกินเอาเลือดของคนที่เป็นมาลาเรีย จะได้ตัวอ่อนของเชื้อมาลาเรียเข้าไปด้วย และมีวงจรชีวิตของเชื้ออยู่ภายในตัวยุง จนสร้างตัวอ่อนในระยะแพร่เชื้อจำนวนมากไปอออยู่ที่ต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงไปกัดคนอื่นก็แพร่เชื้อมาลาเรียต่อไปได้อีก

เชื้อมาลาเรียเองก็มีหลายชนิด แต่ชนิดที่พบบ่อยในประเทศไทย คือ ชนิดฟาลซิปารัมและชนิดไวแวกซ์ แต่ที่พบเห็นมากและอาการรุนแรง คือ ชนิดฟาลซิปารัม

อาการที่สำคัญของมาลาเรียคือ อาการไข้ ช่วงแรกอาจมอาการไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว แต่หลังจากนั้นจะมีไข้สูง หนาวสั่น (จึงเรียกกันอีกชื่อว่า ไข้จับสั่น) อาจจะมีไข้เป็นพักๆ หรือสูงโดยตลอดก็ได้ อาการไข้มักเกิดหลังรับเชื้อประมาณ 9-17 วัน ดังนั้นถ้ามีอาการดังกล่าวหลังจากเข้าป่าประมาณ 1-2 สัปดาห์ ควรไปรับการตรวจหาเชื้อมาลาเรียทันที

อาการของมาลาเรียฟาลซิปารัมที่เป็นรุนแรง ได้แก่ ตัวเหลือง ปอดบวมน้ำ ไตวาย และมาลาเรียขึ้นสมอง ซึ่งจะมาด้วยอาการชักหรือหมดสติ ซึ่งถ้ามีอาการแทรกซ้อนังกล่าวเกิดขึ้น ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูง การยืนยันการวินิจฉัยที่ดีที่สุดและใช้กันทั่วไปคือ การเจาะเลือด และย้อมดูเชื้อมาลาเรียด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งบางครั้งการเจาะเลือดครั้งเดียวอาจไม่พบเชื้อ ถ้ามีอาการชวนสงสัยและมีประวัติเข้าป่า แพทย์อาจต้องเจาะเลือดซ้ำ โดยเวลาที่เหมาะสมคือเวลาที่มีไข้สูง หนาวสั่น หรือก่อนเวลาดังกล่าวเล็กน้อย จะมีโอกาสพบเชื้อมากขึ้น

เมื่อพบว่าเป็นมาลาเรียแนะนำให้นอนโรงพยาบาล โดยเฉพาะที่ไม่เคยเป็นมาลาเรียมาก่อน เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการรุนแรงและต้องให้ยาฉีดทางหลอดเลือดดำ เพราะส่วนใหญ่มักจะกินไม่ได้ คลื่นไส้อาเจียน

แพทย์จะให้ยาต้านมาลาเรีย ที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไปไนการรักษามาลาเรียชนิดฟาลซิปารัม คือ ควินิน ร่วมกับเตตราซัยคลิน

นอกจากนั้นยังมียากลุ่มใหม่ที่ใช้ได้ผลดีคือ อาร์ทีซูเนต และอาร์ทีมีเทอร์ ข้อสำคัญคือ ผู้ป่วยต้องได้รับยาจนครบถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดเป็นซ้ำและเชื้อดื้อยาได้

ส่วนมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ อาการไม่รุนแรงและไม่มีโรคแทรกซ้อน การรักษาจะใช้ยากินคือ ยาคลอโรควิน ร่วมกับ ยาไพรมาควิน ซึ่งจะต้องกินจนครบ 2 สัปดาห์ เพราะเชื้อชนิดนี้จะหลบซ่อนในตับและออกมาทำไห้เป็นไข้มาลาเรียอีกได้ หลังจากเป็นครั้งแรก 6-12 เดือน โดยไม่ได้รับเชื้อใหม่จากภายนอกก็ได้

โรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย ต้องรีบพบแพทย์

นอกจากนั้นแพทย์จะต้องระรังอาการแทรกซ้อนต่างๆ ที่สำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กินอาหารไม่ได้ หรือมีดีซ่านเหลือง หรือในเด็กอาจจะต้องเจาะเลือดวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ เพื่อให้น้ำตาลได้ทัน ถ้ามีไตวายก็ต้องล้างไต ถ้ามาลาเรียขึ้นสมองก็อาจต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและให้ยากันชัก ซึ่งโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ ถ้าผู้ป่วยหายจากมาลาเรียได้ก็จะกลับคืนปกติ

การป้องกันมาลาเรียที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงการเข้าไปในป่า ที่มียุงก้นปล่องหรือกำลังมีการระบาดของเชื้อมาลาเรีย

แต่ทุกวันนี้มีการท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติกันมากขึ้น จึงควรมีการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยควรใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายมิดชิด ไม่ควรใส่เสื้อผ้าสีดำหรือสีคล้ำ เพราะยุงชอบแสงสลัวๆ หลีกเลี่ยงการพักแรมในป่าทึบ ถ้าจำเป็นควรนอนในมุ้ง หรือในเต็นท์ที่กันยุงได้ หรือห้องที่มีมุ้งลวด

ยาที่ป้องกันยุงที่นิยมใช้ คือ N, N-diethyl-toluamide (DEET) มีฤทธิ์อยู่ได้ 4-6 ชั่วโมง โดยทาให้ทั่วบริเวณที่อยู่นอกร่มผ้า ส่วนยาพ่นไล่ยุงและจุดรมควัน ประกอบด้วย Pyrethrum ใช้ไล่ยุงได้ดี แต่ออกฤทธิ์ไม่นาน

ลิงก์ผู้สนับสนุน

แชร์เรื่องนี้