วิธีดูแล ป้องกัน รักษา ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ Hypoglycemia

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ Hypoglycemia เป็นภาวะแทรกซ้อนซึ่งมักเกิดกับผู้ป่วยเบาหวาน โดยพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งหากเป็นรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการชัก และหมดสติได้ ผู้ป่วยและคนรอบข้างจึงควรมีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้อง เพื่อจะได้ป้องกัน หรือช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที

ป้องกัน รักษา ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

รู้จัก “ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ”

การวินิจฉัยว่าภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือไม่ ดูได้จาก เกณฑ์ 3 ข้อต่อไปนี้

ลิงก์ผู้สนับสนุน

1. มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในคนปกติ หรือต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม ต่อเดชิลิตรในกรณีของผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งควรรีบแกไข้เพื่อป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในภาวะร้ายแรงฉุกเฉิน

2. มีอาการที่เป็นผลจากภาวะน้ำตาลในเลือดตํ่า ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

  • อาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หวิวๆ เหงื่อออก หิว
  • อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เซื่องซึม หลงลืม สับสน

3. อาการต่างๆ หายไป หรือรู้สึกดีขึ้นเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาล

ป้องกัน รักษา ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

ทำอย่างไรเมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำ

ในผู้ป่วยเบาหวาน สาเหตุของการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่พบบ่อยมักสัมพันธ์กับการใช้ยาเบาหวานบางชนิด เช่น ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย และอินซูลิน ซึ่งช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้นหากผู้ป่วยรับประทานยากลุ่มนี้โดยไม่รับประทานอาหารหรือรับประทานน้อยลง สัดส่วนของยากับอาหารจะไม่สมดุลกัน และนำไปสู่การเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำไต้ แต่บางคนอาจมีสัญญาณเตือนออกมาในรูปของอาการหิวหรือใจสั่น ส่วนในผู้ป่วยบางรายที่เป็นเบาหวานมานาน ระบบประสาทอัตโนมัติมักจะเสื่อมลง จึงไม่แสดงอาการเตือนใดๆ ออกมาซึ่งนับว่าอันตรายมาก เพราะผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรง และหมดสติโดยโม่รู้ตัว ดังนั้นวิธีแก้ของผู้ที่มีภาวะดังกล่าวก็คือ รับประทานอาหารให้เป็นเวลา มีลูกอมติดตัว และมีการตรวจเช็คระดับน้ำตาลเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายโดยไม่ได้มีการเตรียมตัวก่อน

ส่วนในกรณีที่ต้องฉีดอินซูลินวันละหลายครั้ง หรือพบว่าตนเองมีปัญหาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่บ่อยๆ ผู้ป่วยควรมีเครื่องวัดระดับน้ำตาลติดไว้ที่บ้านเพื่อคอยตรวจสอบและช่วยลดความวิตกกังวล เนื่องจากในผู้ป่วยบางรายที่เคยประสบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้รับประทานจุกจิกอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวว่าระดับน้ำตาลจะลดตํ่าอีก หรือใช้สร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยบางรายที่เกิด อาการหวิวอันเนื่องจากระดับน้ำตาลลดลงมาก เช่น ลดจาก 200-300 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตรมาอยู่ที่ 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ภาวะนํ้าตาลในเลือดต่ำ

เมื่ออยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่ยังมีสติดีอยู่ และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แนะนำให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการรับประทานน้ำตาล น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือลูกอม ซึ่งจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้เร็วที่สุด โดยควรรับประทานตามปริมาณที่กำหนด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็น น้ำส้ม ควรรับประทานประมาณ 1/2 แก้ว นํ้าหวาน ประมาณ 1/2 แก้วหรือลูกอมประมาณ 2-4 เม็ด แต่คุณจะรู้สึกสดชื่นขึ้นเป็นเวลา 10-15 นาทีเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นระดับน้ำตาลจะตกลงมาอีก ฉะนั้นในช่วงที่รู้สึกดีขึ้น ควรรีบหาอาหารจานหลักประเภทข้าวมารับประทาน เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ดูดซึมน้ำตาลไปใช้เป็นการรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่เป็นปกติในระยะยาว

ในกรณีที่พบคนหมดสติ ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้นำน้ำตาลก้อนหรือน้ำตาลทรายไส่ไว้ใต้ลิ้นเพื่อที่ผู้ป่วยจะได้ไม่สำลัก และร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลไปใช้เฉพาะหน้าได้ก่อน จากนั้นให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพี่อรีบการรักษาต่อไป

ในกรณีที่ผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเบาหวาน แต่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำบ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการอดอาหารเป็นเวลานานๆ ควรรีบพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโดยเร็ว เพราะอาจเป็นไปได้ว่าตับหรือไตกำลังมีปัญหา หรืออาจมีเนื้องอกเกิดขึ้น เพราะตามปกติร่างกายมนุษย์จะมีกลไกที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้ลดต่ำลงได้ง่ายๆ

ป้องกัน รักษา ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

สิ่งที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องถาม

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในผู้ป่วยเบาหวานมักสัมพันธ์กับยาที่ใช้ ดังนั้นผู้ป่วยหรือญาติผู้ดูแลจึงควรซักถามข้อมูลต่างๆ จากแพทย์อย่างละเอียด และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะรุนแรง โดยประเด็นสำคัญที่ควรซักถามก็อย่างเช่น

  • วิธีรับประทานยาเบาหวาน หรือวิธีฉีดอินซูลินที่ถูกต้อง ทั้งในเรื่องของปริมาณยา ช่วงเวลาการใช้ วิธีการเก็บยา และวันหมดอายุ
  • ข้อสงสัยหรือปัญหาที่อาจประสบเฉพาะบุคคล ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ อาจด้วยสาเหตุเบื่ออาหาร ไม่สบาย ไปทำฟันมา หรือเกิดอาการซึมเศร้า ฯลฯ แต่ยังคงรับประทานยาเบาหวานในปริมาณเท่าเดิมตามที่แพทย์สั่ง จึงทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ดังนั้นจึงควรสอบถามแพทย์ถึงการปรับลดขนาดยาเบาหวานหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แพทย์จึงอาจไม่ได้อธิบายให้ทราบ อย่างในกรณีนี้ แพทย์จะแนะนำให้ลดปริมาณยาเบาหวานที่ใช้ (ทั้งชนิดรับประทานและชนิดฉีดเข้าร่างกาย) ลงครึ่งหนึ่ง
ลิงก์ผู้สนับสนุน