มารู้จัก “ความเครียด” กันหน่อยเถอะ

แชร์เรื่องนี้

ความเครียดคืออะไร ?

ในทางวิชาการ ‘ความเครียด’ หมายถึง ปฏิกิริยาของร่างกายและจิตใจที่มีต่อสิ่งที่มากระตุ้น ซึ่งคำว่าปฏิกิริยาก็ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นการตอบสนองของร่างกายบางส่วน เช่น ปวดหัว หัวใจเต้นแรง เหงื่อออก หรือเป็นความรู้สึกกระวนกระวาย และสิ่งที่มากระตุ้น หรือสิ่งเร้าที่จะทำให้เกิดความเครียด ก็แตกต่างกันในแต่ละคน

โรคเครียด เป็นแล้ว ทำอย่างไร

ความเครียดมี 2 ชนิดใหญ่ๆ ค่ะ คือ

Acute stress ความเครียดเฉพาะหน้า คือ ความเครียดที่เกิดขึ้นทันที และร่างกายก็ตอบสนองต่อความเครียดที่เกิดขึ้นทันทีเหมือนกัน โดยมีการหลังฮอร์โมนความเครียค เมื่อความเครียดหายไปร่างกายก็จะกลับสู่ปกติ ฮอร์โมนก็จะกลับสู่ปกติ ตัวอย่างปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดในลักษณะนี้ เช่นเสียง อากาศเย็นหรือร้อน ความจอแจวุ่นวาย เพราะอยู่ในชุมชนซึ่งมีคนมากๆ ความกลัว ตกใจ หิว เป็นต้น

ลิงก์ผู้สนับสนุน

Chronic stress ความเครียดเรื้อรัง เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นทุกวัน และร่างกายไม่สามารถตอบสนอง หรือแสดงออกต่อความเครีอดนั้น ซึ่งเมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเรื้อรัง

ตัวอย่างความเครียดเรื้อรัง เช่น ความเครียดในที่ทำงาน ความเครียดที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความเหงา ฯลฯ

เมื่อมีภาวะกดดันหรือความเครียด ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่า คอร์ติซอล และ อะดรีนาลิน ฮอร์โมนดังกล่าวจะทำให้ความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายแข็งแรงและมีพลังงานพร้อมที่จะกระทำการบางอย่าง

เช่น การวิ่งหนีเมื่อรู้สึกอันตราย การยกของหนักๆ หนีไฟได้เมื่อตกใจกลัว เป็นต้น ซึ่งถ้าหากได้กระทำ ฮอร์โมนนั้นจะถูกใช้ไป ความกดดันหรือความเครียดจะหายไป

แต่ความเครียดหรือความกดดันประเภทเรื้อรังนั้นจะต่างออกไป มักจะเกิดขณะที่นั่งทำงาน ขับรถ กลุ้มใจไม่มีเงินค่าเทอมลูก

ความเครียดหรือความกดดันแบบนี้ ไม่สามารถกระทำอะไรสักอย่างได้ เกิดโดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ฮอร์โมนความเครียดที่ว่านั้นสะสมในร่างกาย จนกระทั่งเกิดอาการทางกายและทางใจขึ้น

ความเครียด โรคเครียด มีสาเหตุมาจากอะไร

โรคหรืออาการทางกายที่เกิดจากความเดรียด เช่น โรคทางเดินอาหาร (ท้องผูกหรือท้องเสีย) โรคปวดศีรษะไมเกรน โรคปวดหลัง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ ติดสุรา โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด ภูมิคุ้มกันต่ำลง เป็นหวัดง่าย อุบัติเหตุขณะทำงาน การฆ่าตัวตาย และมะเร็ง

อาการที่แสดงออกทางร่างกายทันที ก็เช่น มึนงง ปวดตามกล้ามเนื้อ กัดฟัน ปวดศีรษะ แน่นท้อง เบื่ออาหาร นอนหลับยาก หัวใจเต้นเร็ว หูอื้อ มือเย็น อ่อนเพลีย ท้องร่วง ท้องผูก จุกท้อง มึนงง เสียงดังในหู คลื่นไส้อาเจียน หายใจไม่อิ่ม ปวดท้อง เป็นต้น

ส่วนอาการแสดงทางด้านจิตใจ ก็เช่น วิตกกังวล ตัดสินใจไม่ดี ขี้ลืม สมาธิสั้น ไม่มีความคิดริเริ่ม ความจำไม่ดี ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

และอาการแสดงทางด้านอารมณ์ ก็เช่น ร้องไห้ ซึมเศร้า ท้อแท้ หงุดหงิด มองโลกในแง่ร้าย นอนไม่หลับ กัดเล็บ หรือดึงผมตัวเอง

นอกจากนี้ยังมี อาการที่แสดงออกทางพฤติกรรมด้วย เช่น รับประทานอาหารเก่ง ติดบุหรี่-สุรา โผงผาง เปลี่ยนงานบ่อย แยกตัว

อันที่จริง ความเครียดเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของพวกเรา เหมือนกันนะคะ

ฟังดูอาจจะรู้สึกแปลกๆ เพราะดูเหมือนว่าในขณะนี้พวกเราพยายามหาวิธีที่จะลดความเครียดให้เหลือน้อยที่สุดกันอยู่ แต่กระนั้นก็เถอะ ถ้าปราศจากความเครียดแล้ว ชีวิตของมนุษย์คงจะจืดชืดและน่าเบื่อ ขาดความทะเยอทะยาน ขาดการต่อสู้ และขาดการปกป้องตนเอง

ความเครียดก็เหมือนกับยาชูกำลัง ที่คอยเร่งเร้าชีวิตในบางช่วง ความเครียดเป็นสิ่งท้าทายในการดำรงอยู่ของพวกเราทุกคน เฉพาะความเครียดที่มากและติดต่อกันนานเกินไปนั้นต่างหากล่ะคะ ที่มีผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจของเรา

ทำความรู้จัก ความเครียด

มีบางอย่างที่เกี่ยวกับความเครียดซึ่งควรเข้าใจให้ถูกต้อง

1. คนทุกคนจะเครียดเหมือนๆ กันเมื่ออยู่ในภาวะเดียวกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด คนเราจะมีปฏิกิริยาต่อความเครียดแตกต่างกันออกไป แม้จะอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือนักเรียนที่ฟังการประกาศผลสอบเอ็นทรานซ์ ในคนที่สอบไม่ได้เหมือนๆ กัน ทุกคนจะรู้สึกเสียใจ ผิดหวัง แต่ปฏิกิริยาต่างกัน บางคนเฉยๆ บางคนร้องห่มร้องไห้ บางคนหลบหน้าเพื่อนฝูงเพื่อขอเวลาทำใจ และในบางคนอาจจะซึมเศร้ามากจนคิดฆ่าตัวตายก็มี

2. ความคิดที่ว่าไม่มีความเครียดเลยจะดีที่สุด เป็นความคิดที่ยังไม่ถูกต้องทีเดียวนัก

ความเครียดต่อมนุษย์เปรียบได้กับความตึงที่เราขึงสายไวโอลิน ถ้าขึงหย่อนหรือตึงไป ก็จะทำให้เสียงไวโอลินเพี้ยนไป

ความเครียดอาจจะเป็นอุปสรรคหรือเพิ่มสีสันให้แก่ชีวิต ก็จะขึ้นอยู่กับวิธีที่เรา ‘จัดการ’ กับมันมากกว่า

3. ไปที่ไหนก็มีแต่ความเครียดจะทำอะไรได้ มีผู้ที่คิดเช่นนี้มากมาย แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าเรารู้จักคิดและวางแผนในการจัดการรับความเครียด ไม่ให้มาท่วมท้นเรา

การจัดลำดับความเครียดจากน้อยไปหามาก และค่อยๆ แก้ปัญหาไปตามความยากง่ายของต้นเหตุที่ทำไห้เราเครียด ถ้าเราไม่จัดการกับความเครียด ไม่สามารถจัดลำดับชั้นความเครียดได้จะทำให้ปัญหาทุกอย่างใหญ่เท่าๆ กัน และดูเหมือนจะมีความเครียดไปทุกแห่งจนแก้ไขอะไรไม่ได้

4. วิธีคลายเครียดที่ยอดนิยมเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเรา ก็เป็นความเข้าใจผิดเช่นเดียวกับความเข้าใจว่า ไม่มีวิธีคลายเครียดแบบใดที่จะใช้ได้ผลกับทุกๆ คน

วิธีดำเนินชีวิตของเราแตกต่างกันถูกไหมคะ?

แต่ละคนมีสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาของเราจึงแตกต่างกันไป วิธีคลายเครียดที่ใช้ได้ผลกับคนคนหนึ่งอาจไม่ได้ผลกับอีกคนหนึ่ง

ดังนั้น ควรใช้วิธีคลายเครียดหลายๆ อย่าง โดยเลือกให้เหมาะสมกับตัวเองเป็นสำคัญ

5. ถ้าไม่มีอาการทางกายแปลว่าไม่เครียด ตามความเป็นจริงแล้ว การไม่มีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ใจสั่น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความเครียด

บางคนอาจใช้ยาเพื่อลดอาการทั้งทางร่างกายและจิตใจลงไปได้ แต่ยังมีความเครียดอยู่ บางคนอาจจะพูดว่าไม่เคยเครียดเลย หรือเป็นคนไม่เครียดตลอดชีวิต ดูจะเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่ยากจะลอกเลียนได้ จากรายงานของสมาคมจิตวิทยาของสหรัฐอเมริกาพบว่า คนอเมริกันประมาณ 43 เปอร์เซ็นต์ จะมีภาวะสุขภาพจิตที่ไม่ดี ซึ่งเกิดจากผลของความเครียด และประมาณ 75-90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ไปพบแพทย์ (คงหมายถึงผู้ป่วยที่ไม่ใช่เพื่อนฝูงหรือภรรยาที่คอยไปพบ) ตามโรงพยาบาล มีอาการที่เกี่ยวข้องกับความเครียด (Stress-related complains) ซึ่งถ้านับเป็นการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ เช่น การเสียชั่วโมงทำงาน การขาดงาน ผลผลิตที่ได้ลดลงแล้ว ความเครียดก่อให้เกิดการสูญเสียมากกว่า 300 ล้านเหรียญต่อปี (มากกว่า 12,000 ล้านบาท หรือประมาณหนึ่งในห้าของงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย)

ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ใดคิดคำนวณการสูญเสียทางเศรษฐกิจหรือการเงิน เนื่องมาจากความเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคทางด้านสุขภาพจิตหรือความเครียด ซึ่งคิดค่อนข้างยากกว่าความเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย

เท่าที่มีการศึกษาเรื่องปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทยพบว่า ในภาวะปกติคนทั่วๆ ไป

วิธีรับมือ แก้ปัญหา ความเครียด

เมื่อคิดว่าเรากำลังเริ่มเครียด เราควรจะทำอย่างไรบ้างคะ?

1. หยุดคิดสักครู่ ใช้จินตนาการเข้าบำบัด ด้วยการพยายามนึกถึงภาพสวยๆ สถานที่สวยๆ ที่เคยเห็นหรือเคยไปพบ

2. เมื่อหยุดคิดหรือหยุดความฟุ้งซ่านได้บ้างแล้ว ให้พยายามเรียงลำดับปัญหาตามความสำคัญ อาจจะนั่งนึก หรือเขียนลงเป็นข้อๆ และค่อยๆ คิดดูว่าปัญหาใดแก้ไขได้ ปัญหาใดต้องรอไว้ก่อน หรือปัญหาบางอย่างที่ไม่สามารถแก้ไขได้เลย คงต้องยอมรับขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาของเราอย่างเป็นจริง

3. เมื่อเรียงลำดับปัญหาได้แล้วก็พยายามหากิจกรรมต่างๆ ทำ ที่ดีที่สุดคือ การออกกำลังกาย เล่นกีฬาชนิดต่างๆ ที่ตนเองถนัดหรือพอจะเล่นได้

หรือทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้อื่น เช่น ไปเลี้ยงเด็กกำพร้า เลี้ยงอาหารผู้ป่วยสามัญ โดยเฉพาะตามโรงพยาบาลจิตเวชต่างๆ ที่ขาดแคลนคนคอยเหลียวแล

4. หาเพื่อนหรือผู้ที่เราสามารถระบายความเครียดได้ เราอาจจะคุยกับญาติพี่น้อง ครู พระ หรือผู้ที่สามารถรับฟังสิ่งที่เราวิตกกังวล และทำให้เครียด

ถ้ายังรู้สึกว่ามีปัญหามากอาจจะไปพบผู้อื่นที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์

5. หลังจากดำเนินการมาตามคำแนะนำต่างๆ แล้วก็คือ การปรับจิตใจของเรา (ซึ่งจะลดความตึงเครียดไปได้บ้างแล้ว) ให้รู้จักปรับเข้ากับปัญหา ยอมรับในสิ่งทียังแก้ไขไม่ได้ ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องเสียให้เต็มที่ไม่ต้องอายใคร (ควรจะทำกิจกรรมนี้ในที่ลับตาผู้คนเสียหน่อย)

พยายามให้ความหวังกับตนเอง และดูแลสุขภาพ การกินการนอนให้พอเพียง การใช้ยา ‘ระงับประสาท’ หรือ ‘คลายเครียด’ อยากให้ใช้เมื่อมีอาการทางกายมากขึ้น หรือนอนไม่หลับจนไปทำงานทำการไม่ได้เท่านั้น

เพราะยาเหล่านั้นเพียงแต่ช่วยลดอาการวิตกกังวลหรืออาการทางกาย เช่น ใจสั่น ปวดหัว หรือช่วยให้นอนหลับเท่านั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างถาวร

ลองสำรวจความเครียดของท่านดู และฝึกฝนวิธีที่จะอยู่และจัดการกับมันนะคะ!!

ลิงก์ผู้สนับสนุน

แชร์เรื่องนี้