วัยกับการใส่ใจดูแล เคล็ดลับสุขภาพในช่วงอายุต่างๆ

ฉีกปฏิทินทิ้งไปทีไร ก็ให้รำพึงถึงวัยที่เพิ่มขึ้นอีก 1 ปีไม่ได้สักที

ส่องกระจกคราใด ก็ให้รู้สึกหวิวๆ ในใจเสียทุกครั้ง เอ้อ!

อายุเพิ่มขึ้น สังขารและสุขภาพ มันก็เปลี่ยนแปลงตามนะคะ

ลิงก์ผู้สนับสนุน

คุณผู้อ่าน จะอยู่ในวัยรุ่น วัยรัก เรื่อยมาจนถึงวัยแรกแย้ม (ฝาโลง) อย่างดิฉัน ก็มีวิธีดูแลตัวเองให้เหมาะสมกับช่วงวัยมาให้ปฏิบัติทิ้งนั้น ทำได้ก็ได้รับผลดี ทำไม่ได้…ก็ช่วยไม่ได้นะคะ เรื่องนี้ตัวใครตัวมัน อิอิ

ช่วงวัยกับการดูแลสุขภาพ

ช่วงอายุ 18-23 ปี

สุขภาพร่างกายอยู่ในช่วงที่แข็งแรงที่สุด แต่สิ่งที่น่าให้ความสนใจ คือสุขภาพจิต ที่ต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ก็แหงละ…โตแล้วนี่ ไม่ใช่เด็กเหมือนเมื่อก่อน ความคาดหวัง ความรับผิดชอบ และกิจกรรมที่ต้องแข่งขันต่อสู้ในชีวิตก็เพิ่มมากขึ้น มีเรื่องให้รับผิดชอบมากขึ้น เริ่มเข้าสู่ชีวิตการทำงานในช่วงต้น เริ่มมีความรัก และเผลอๆ ก็จะเริ่มมีเซ็กซ์!

โรคยอดฮิต : โรคกลัวอ้วน อย่างอะนอเร็กเซีย โรคบูลิเมีย ระบาดนัก โดยเฉพาะในหมู่สาวๆ ในยุคนี้ที่พยายามเดินเป็นไม้เสียบผีกันอยู่ ตามเทรนด์ ส่วนสาวอวบสมบูรณ์เหมือนเทพีวีนัสอย่างดิฉันถือว่าเอาต์!

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่โรคเริม เชื้อรา ในช่องคลอด ไปจนถึงไวรัสตับอักเสบชนิดซี บี เอชไอวี ตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจ และโรคเครียด เพราะยังปรับตัวไม่ได้ ว่าจะเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ดี อะไรที่ทำมันก็ยาก และใหม่ไปซะทุกเรื่อง กดดันชะมัด!

ดูแลตัวเอง : ตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป ตา ฟัน (ต้องระวังเรื่องฟันคุดมากที่สุด) ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (สำหรับคนที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย) ตรวจ Pap Smear ตรวจมะเร็งปากมดลูก และใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งเมื่อมีเซ็กซ์

คนในวัยนี้จงสนุกกับการออกกำลังกาย เพราะจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงยืนยาว ผิวพรรณสวย ระบบเลือดเดินสะดวกดี สมองปลอดโปร่ง และรูปร่างสมส่วน

รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ และ 5 หมู่ กินผักผลไมให้มาก เพื่อระดมสรรพวิตามินตามธรรมชาติไปบำรุงตัวเอง ทั้งร่างกาย สมอง และ ฮอร์โมน

การดูแลสุขภาพในช่วงวัยรุ่น

ช่วงอายุ 24-29 ปี

ต้องเจอกับความรับผิดชอบที่มากยิ่งขึ้น ชีวิตไม่ได้มีแค่ครอบครัว เพื่อน และคนรักอีกแล้ว แต่ยังมีหน้าที่การงาน การวางแผนชีวิตในอนาคตเข้ามาให้ขบคิดอีกด้วย ร่างกายที่เคยแข็งแรงและจิตใจที่เคยสดใสอาจจะอ่อนล้าลง มีความเครียดมากขึ้น มีเวลาดูแลตัวเองน้อยลง

โรคยอดฮิต : โรคเครียด โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคไมเกรน

ดูแลตัวเอง : ตรวจสุขภาพทั่วไปปีละ 1 ครั้ง เริ่มจับตาดูระดับไขมันในเลือด น้ำหนักตัว น้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงกว่ามาตรฐาน ตรวจดวงตา ตรวจฟัน ตรวจภายใน ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจมะเร็งปากมดลูก ถ้าคุณเป็นคนมีเซ็กซ์สม่ำเสมอ หรือเริ่มมีเซ็กซ์ ซึ่งความถี่ในการตรวจขึ้นอยู่กับพฤติกรรมเสี่ยงของแต่ละคน

ตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง เวลาอาบน้ำหรือก่อนนอนออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ รีแลกเซชั่น และรีบปรึกษาหมอทันที เมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

ช่วงอายุต่างๆ ต้องใส่ใจสุขภาพ

ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป

ชีวิตเริ่มเป็นจริงเป็นจัง ต้องคิดวางรากฐานในชีวิต ต้องการความมั่นคงทั้งชีวิตการงานและครอบครัวมากขึ้น ความคาดหวังในชีวิตจะสูงขึ้น ความเครียดในชีวิตก็มากขึ้น ขณะเดียวกันการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ก็เริ่มจะลดลงอวบอ้วนได้ง่ายขึ้น แม้กินเท่าเดิม

โรคยอดฮิต : โรคเครียด โรคซึมเศร้า โรคอ้วน โรคความดันโลหิต โรคไขมันในเลือด โรคหัวใจ

ดูแลตัวเอง : ตรวจสุขภาพทั่วไป ปีละ 1 ครั้ง ดูค่าต่างๆ ว่ามีอะไรผิดปกติเกินกว่ามาตรฐานหรือไม่

ถึงไม่เคยมีเซ็กซ์มาก่อน ก็ควรเริ่มตรวจภายใน ตรวจ Pap Smear และตรวจเต้านมด้วยตัวเองเดือนละครั้ง

ฟันซึ่งถูกใช้งานมานานเริ่มผุ เริ่มมีหินปูน หรือโยกคลอนแล้ว หมั่นตรวจฟันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งดีที่สุด

ทำสมาธิ ตั้งตามหวังในสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่กดตันตัวเอง หากิจกรรมคลายเครียด ท่องเที่ยว อ่านหนังสือที่ช่วยยกระดับจิตและความคิดไปสู่ความพอเพียง เข้าใจ ผ่อนคลาย และมีอุเบกขา

จัดสัดส่วนการรับประทานอาหารให้ดีๆ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การดูแลสุขภาพในช่วงอายุต่างๆ

วิธีจัดระบบสมดุลสุขภาพให้แก่ตัวเองที่ง่ายที่สุดที่ดิฉันอยากจะแนะนำ ก็คือ

1. นึกถึงการบริโภคอาหารที่ถูกหลักโภชนาการให้มากที่สุด อย่าไปเชื่อว่ามีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ ที่จะช่วยให้คุณแข็งแรงได้ โดยยังทำตัวเองอดมื้อกินมื้อเพื่ออุทิศตนเป็นคนบ้างาน

การวิจัยพบว่า การบริโภคอาหารที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันโรคภัยได้ดีที่สุด และนึกถึงสมดุลของอาหารให้มากๆ เวลาจะหยิบอะไรใส่ปาก

2. เริ่มวันใหม่ด้วยเครื่องดื่มอุ่นๆ ยามเช้า ชาและน้ำมะนาวอุ่นจัดๆ จะช่วยกระตุ้นระบบการย่อยของคุณไห้ตื่นตัวและทำงานได้ดี

แล้วเมื่อระบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพดี คุณก็จะได้รับคุณค่าทางโภชนาการจากอาหารที่บริโภคเข้าไปอย่างเต็มที่

ชาที่แนะนำให้บริโภคตอนเช้าๆ ได้แก่ ชาสมุนไพร เช่น ชาเปปเปอร์มินต์ ยี่หร่า และน้ำขิง ในกรณีที่คุณมีปัญหาเรื่องระบบย่อยมีแก๊สมากเกินไปในกระเพาะอาหาร

3. กินให้น้อยลง เพราะพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มากเกิน ความต้องการของร่างกาย จะไปกดดันระบบการย่อยมากกว่าจะมีผลดี พยายามรักษาทางสายกลางเข้าไว้

4. ถึงจะมีใครพยายามบอกว่า การออกกำลังเป็นเรื่องดี แต่ที่เราควรรู้คือ หากออกกำลังมากเกินขีดความสามารถของร่างกาย กลับจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า

การออกกำลังกายที่ถูกต้องควรทำให้เมื่อออกกำลังแล้วเรารู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้น ไม่ใช่อ่อนแรงหรือเหนื่อยจนทำอะไรไม่ไหว

นอกจากนี้ หากวันใดที่เหนื่อยกับงานประจำเกินกว่าจะลุกขึ้นออกกำลังตามกิจวัตร ก็ควรนอนพักอยู่บ้านมากกว่าจะออกไปหักโหม

5. การหายใจลึกๆ ยาวๆ เป็นการหายใจที่ถูกต้อง และช่วยให้จิตใจสงบผ่อนคลายได้มากขึ้น เช่นเดียวกับการมีเซักซ์เป็นครั้งคราวประมาณสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 ครั้ง จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานร่างกาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีการวิจัยพบว่า หากมีเซ็กซ์เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ กลับจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงมากกว่า ดังนั้น จะทำอะไรให้เป็นกลางเข้าไว้ดีที่สุด

ทั้งหมดที่แนะนำมา คิดว่าไม่หนักเกินไปใช่ไหมคะ สำหรับคุณผู้อ่านของดิฉัน ก็คงเป็นแค่เรื่องชิลด์ชิลด์…เท่านั้น!

ลิงก์ผู้สนับสนุน